Gilgamesh was a god and a man; Enkidu was an animal and a man. It is the story of their becoming human together.

เฮอร์เบิร์ด เมสัน, พูดถึง มหากาพย์กิลกาเมช

อยู่ดีๆก็อยากเขียนเกี่ยวกับมหากาพย์เรื่องแรกของโลก55555555 ตอนแรกเรารู้จักคนนี้มาอยู่แล้วเพราะเราชอบอ่านประวัติศาสตร์กับตำนานต่างๆ แต่เรื่องของกิลกาเมชมันก็ไม่ได้ โอโห หวือหวาอะไรจนเราประทับใจ จนกระทั่งเรามาเจอกับกิลกาเมชเวอร์ชั่นที่ Fate Stay/Night ทำเราเลยรู้สึกชอบตัวละครตัวนี้ (ซึ่งต้องแยกนะว่าเป็นคนละคนกับตำนานจริงๆ ในเมะก็ทำให้นิสัยกับคาแรกเตอร์แตกต่างจากของ original อยู่แล้ว) แต่โดยรวมแล้ว backstory อะไรก็โดยรวมคล้ายๆกันเป็นส่วนใหญ่ (ของ Fate เปลี่ยนเรื่อง เติมเรื่องนิดๆ ให้มันดราม่าขึ้น)

แล้ว backstory ของกิลกาเมชนี่เป็นอะไรที่ bromance มาก…

จะเป็นเรื่องราวชีวิตของราชาน้อยผู้โหดเหี้ยม เอาแต่ใจนามว่า “กิลกาเมช” ที่ได้เปลี่ยนไปเมื่อพบกับคนคนเดียวในชีวิตที่เขาจะยอมเรียกว่าเป็นเพื่อนแท้ “เอนคิดู”

เกริ่นๆ อิงประวัติศาสตร์นิดนึง ตำนานของกิลกาเมชนั้นเก่าแก่มาก มีอายุถึง 4000 ปีแล้ว (เขียนเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตกาล) ทำให้เขาถูกขนานนามว่า “วีรบุรุษคนแรกของประวัติศาสตร์” ที่ครองราชย์เมืองอูรุก เมืองที่เก่าแกของอารยธรรม เมโสโปเตเมีย เป็น 2/3 เทพ 1/3 มนุษย์ (อย่าถามว่าทำไมไม่เปนครึ่งเทพไปเลย เราว่าคนเขียนก้เล่นกาวอยู่ตอนเขียนเมื่อ 4000 ปีที่แล้ว) ในเรื่อง Fate ป๋ากิล (ขอเรียกงี้ ป๋าเค้าเท่) ก็เป็น heroic spirit ที่โหดอันดับต้นๆ (อาจจะโหดสุด) ใน franchise คือสรุปกูอยากอวยป๋าแก

ซึ่งเรื่องราวการผจญภัยของกิลกาเมชก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ (จะเรียกว่า cliche ก็ไม่ได้ แม่งดันเป้นมหากาพย์เรื่องแรกของโลกอีก) แต่จุดสำคัญของการตามล่าความเป็นอมตะของป๋ากิล (และเพื่อนเลิฟ เอนคิดู) กับบทเรียนที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปต่างหาก

*สมัยยังแบดๆ

เริ่มเรื่องเลย…

ในตำนานเมโสโปเตเมียเวอร์ชั่นของ Fate นั้น ราวๆ 4000 ปีก่อน เป็นช่วงเวลาที่เหล่าทวยเทพกำลังหมดสิ้นอำนาจและพลัง แล้วมนุษย์ชาติกำลังเริ่มเติบโต เหล่าเทพเจ้าสามารถคงอยู่ได้บนโลกโดยการสิงมนุษย์ที่มีร่างกายที่ดีพอเท่านั้น ซึ่งเทพเจ้าต่างๆก็รู้ว่าอีกไม่นานพวกเขาคงต้องหายไปจริงๆ เพื่อตอบปัญหาการเลือนหายไปของเหล่าทวยเทพ พวกเขาจึงวางแผนที่จะสร้าง “กุญแจ” ที่จะเป็นตัวเชื่อมเทพเจ้ากับมนุษย์

และกุญแจนั้นก็ชื่อว่า “กิลกาเมช” (Gilgamesh)

กิลกาเมชจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะ 2/3 เทพและ 1/3 มนุษย์ (แบ่งครึ่งไปเลยมันไม่แนว) จากราชามนุษย์และเทพีองค์หนึ่ง ได้เติบโตขึ้นมาในเมือง อูรุก เมืองหลวงของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดบนโลกนั่นเอง

ซึ่งเหล่าเทพเจ้านั้นหวังว่าจะให้กิลกาเมชเป็นผู้สังเกตการ คอยดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกโดยเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายไหน เทพหรือมนุษย์ แต่พอป๋ากิลโตมากลับผิดแผน เพราะแม่งโตมาเลวทันที กิลกาเมชถือว่าตัวเองเป็นทั้งเทพทั้งมนุษย์ ทำให้เขานั้นเหนือกว่าทั้งเทพและมนุษย์ ป๋ากิลเลยไม่สนใจฟังใคร ตั้งตัวเป็นราชาหนึ่งเดียวอำนาจสูงสุดของ อูรุก เขาปกครองอาณาจักรด้วยความโหดร้าย ใช้แรงงานประชาชนเป็นทาสและทำเรื่องเลวร้ายอีกมากมาย (ที่เยอะและร้ายแรงมาก เอาเป็นว่ามันเลว)

เหล่าเทพเจ้าก็ไม่พอใจที่ป๋ากิลกลายเป็นแบบนี้ กดขี่ประชาชนก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ตั้งตนเหนือเทพ มันเกินไปแล้ววว เหล่าทวยเทพเลยวางแผนอีกที คราวนี้ปั้นดินเหนียวขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่างแล้วจึงให้ชีวิตกับมัน ดินเหนียวนี้ชื่อว่า “เอนคิดู” (Enkidu) ถึงจะมีชีวิตแล้วแต่ก็ไม่มีวิญญาณเหมือนมนุษย์หรือเทพ ซึ่งหน้าที่ของเอนคิดูคือการไปพิชิตป๋ากิลแล้วทำให้กิลกลับมารับใช้เหล่าทวยเทพอย่างที่วางแผนไว้แต่แรก

*ร่างแรกของเอนคิดู ในตำนานไม่น่ารักแต่ใน fate น่ารักนะ ฮืออ

แต่เพราะว่าเอนคิดูไม่มีวิญญาณเป็นของตัวเอง มันก็ยังไม่สามารถคิดเองหรือทำอะไรเองได้ จนกว่าจะได้รับวิธีคิดแบบมนุษย์มา ซึ่งเหล่าทวยเทพก็ประทานให้ในรูปของหญิงสาวที่ชื่อว่า แชมฮัท (Shamhat) เอนคิดูก็ได้ทำการลอกเลียนร่างตัวเองตามแซมฮัท ได้รับทุกอย่างที่แชมฮัทมี นั่นรวมถึงวิญญาณ วิธีการคิดแบบมนุษย์ และการตัดสินใจแบบมนุษย์ ถึงแม้เอนคิดูจะเปลี่ยนร่างเมื่อไหร่ก้ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะชอบใช้ร่างที่เลียนแบบแซมฮัทมาที่สุด

*เอนคิดูหลังก็อปร่างของแชมฮัท

พอได้ทุกอย่างมาแล้วเอนคิดูก็เริ่มปฎิบัติการปราบป่ากิล ซึ่งเขาก็ได้ไปเผชิญหน้ากับกิลกาเมชในเมืองอูรุกเลย เอนคิดูบอกว่า กิลกาเมชต้องได้รับการลงโทษเพราะการกดขี่ประชาชนและการดูหมิ่นเหล่าเทพเจ้า ซึ่งป๋ากิลที่โคตรเทพก็ไม่กลัวอยู่แล้ว เริ่มสู้กับเอนคิดูทันที สู้กันหลายวันหลายคืน พลังของเอนคิดูที่ถูกสร้างมาให้สู้กับกิลกาเมชนั้นก็มหาศาล จนกิลกาเมชผู้ไม่เคยต้องเอาจริงในการต่อสู้มาก่อนรู้สึกตกใจเพราะต้องใช้พลังมากกว่าที่เคย

ทั้งสองสู้กันไม่ยอมเหนื่อย จนกระทั่งป๋ากิลต้องเปิดอัลติ enuma elish ระเบิดจักรวาลเล่นใส่เอนคิดู ป๋ากิลไม่เคยรู้สึกสนุกหรือพอใจอะไรในชีวิตมาก่อนจนกระทั่งได้มาสู้กับเอนคิดูเพราะการที่เขาเป็นราชาหนึ่งเดียวของอูรุก ไม่มีใครการต่อกร ไม่มีใครกล้าหืออือ ทำให้กิลกาเมชนั้นแตกแยกจากทุกคนมาก เขาไม่รู้สึกอะไรต่อใครเลย แต่พอมาเจอเอนคิดูแล้วกิลกาเมชกลับรู้สึกว่ายังมีคนที่คู่ควรและเหมาะสมกับเขาอยู่บนโลกอีก

กิลกาเมชใช้อาวุธทั้งหมดที่มีในคลังสมบัติเพื่อสู้กับเอนคิดู จนสุดท้ายแล้วเอนคิดูก็พ่ายแพ้ไป แต่กิลกาเมชกลับยอมรับเอนคิดูเพราะเป็นคนแรกที่ทำให้เขาต้องเอาจริงในการต่อสู้ได้ กิลกาเมชผู่เหย่อหยิ่งจึงได้ตระหนักว่าตนเองไม่ได้อยู่เหนือทุกสิ่งและได้เริ่มเรียกเอนคิดูว่าเพื่อนหลังจากนั้นเป็นต้นไป หลังจากที่ได้เป็นเพื่อนกับเอนคิดูแล้วกิลกาเมชก็มองโลกในแง่ใหม่ๆมากขึ้น แต่ก่อนทำตัวเลวไปวันๆก็กลายเป็นทำเรื่องมีประโยชน์มากขึ้น

หลังจากนั้น กิลกาเมชกับเอนคิดูก็ได้ไปร่วมผจญภัยด้วยกันมากมาย ไปปราบปิศาจ/สัตว์ประหลาดร้าย และ หลายๆอย่าง ซึ่งหลายครั้งเอนคิดูก็งงว่าทำไมกิลกาเมชถึงออกตามล่าปีศาจพวกนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้มีเทพองค์ไหนสั่งก็ตาม กิลกามเมชจึงบอกว่าที่ทำไปนั้นก็เพื่อไถ่โทษต่อผู้คนของอูรุกที่เขาปกครอง กิลกาเมชจะเลิกกดขี่ประชาชนแต่หันมาปกป้องพวกเขาแทน ซึ่งเอนคิดูพอได้ฟังเหตุผลของกิลกาเมชแล้วเขาก็อุทิศตนเป็นคนรับใช้ของราชาองค์นี้ทันที แต่กิลกาเมชกลับปฎิเสธเพราะเขาไม่ได้เห็นเอนคิดูเป็นคนรับใช้หรือเป็นอาวุธ แต่ว่าเป็นเพื่อนต่างหาก เอนคิดูถือว่าเป็นคนที่มีอิธิพลต่อตัวกิลกาเมชมาก เป็นคนที่เข้าใจความแตกแยกของกิลกาเมช คอยตักเตือนเวลาจะทำผิด และคอยให้กำลังใจเวลากลัว ทำให้กิลกาเมชรักเอนคิดูมากนั่นเอง

หลังจากการผจญภัยครั้งแล้วครั้งเล่ากับเอนคิดู กิลกาเมชก็กลายเป็นราชาที่โด่งดังและร่ำรวยที่สุดบนโลก และได้รับการยอมรับว่าเป็น วีรบุรุษคนแรกของมนุษย์ชาติ จนขนาดเหล่าเทพเจ้ายังต้องยอมรับว่า “เหี้ย แม่งโหดจิง” หล่อ รวย เก่ง แถมกลับใจมาเป็นคนดีอีก ว้าว ในที่สุดก็มีคนมาปิ้งป๋ากิลเข้าจนได้ (แต่ไม่ใช่เอนคิดู ฮืออ) จะเรียกว่าคนก็ไม่ได้ เพราะจริงๆแล้วเป็นเทพี ซึ่งเทพีองค์นี้ชื่อว่า อีชทาร์ (Ishtar) เป็นเทพีแห่งความรักและสงครามของเมโสโปเตเมีย และเป็นเทพีประจำเมืองอูรุก

* อีชทาร์ เวอร์ชั่น Fate

อีชทาร์หลงรักกิลกาเมชหัวปรักหัวปรัมถึงขนาดเป็นฝ่ายขอกิลกาเมชแต่งงานก่อน ฝั่งป๋ากิลก็เอือมเต็มทน เพราะรู้ว่าอีชทาร์นั้นเจ้าชู้มาก (เหยื่อคนก่อนๆบอกต่อมา อิอิ) จึงไม่ยอมรับคำขออีชทาร์ (หล่อขนาดไหน ปฎิเสธได้ยังเทพ) ซึ่งอีชทาร์พอได้รับคำตอบของกิลกาเมชก็หัวร้อนมาก นอกจากที่นางจะเป็นเทพีแล้ว เธอยังเป็นลูกสาวของ อนู (Anu) เทพสูงสุดของเมโสโปเตเมียอีกด้วย

อีชทาร์เลยงอแงไปฟ้องพ่อของเธอ ขอให้ปล่อยวัวแห่งสวรรค์ (Bull of Heaven) ไปลงโทษกิลกาเมช ซึ่งวัวแห่งสวรรค์นี้เป็นสัตว์เทพระดับบอสที่โหดสุดแล้วในตอนนั้น พอปล่อยออกไปก็ไปก่อกวน สร้างความพินาศบนโลกนานถึง 7 ปีก่อนที่ป๋ากิลกับเอนคิดูจะมาปราบได้ในที่สุด โดยใช้โส้ตรวนสวรรค์ (Chains of Heaven) ที่ตอนแรกเอนคิดูถูกให้มาใช้ไปปราบกิลกาเมช แต่ครี่งนี้ใช้จัดการกับปีศาจนั่นเอง ส่วนอีชทาร์ก็แพ้ไป แต่ความพ่ายแพ้ยิ่งทำให้อีชทาร์อับอายและโกรธแค้นยิ่งกว่าเดิม เธอจึงวิ่งไปฟ้องเทพองค์อื่น (อีกแล้วนะมึง) และขอให้จัดการกับเอนคิดูซะ เพราะเขาเป็นคนสังหารสัตว์เทพไป ซึ่งเหล่าทวยเทพก็ถูกใจ (หมั่นหน้าเอนคิดูมานาน ส่งไปฆ่ากิลกาเมช เสือกได้กันแทน)

หลังจากนั้นไม่นาน เอนคิดูก็เริ่มสลายไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นดินเหนียวที่เคยเป็น เริ่มเสียวิญญาณไปทีละนิด กิลกาเมชที่เกลียดเทพเจ้าถึงขั้นยอมทิ้งศักดิ์ศรีไปสวดมนต์อ้อนวอนขอให้ไว้ชีวิตเอนคิดู แต่สุดท้ายเหล่าเทพเจ้าก็ไม่ยอมอยู่ดี ก่อนที่จะสลายไปจนหมด เอนคิดูก็บอกไม่ให้กิลกาเมชเสียใจเพราะว่าเขานั้นมีค่าเป็นเพียงอาวุธที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้เท่านั้น แต่กิลกาเมชก็บอกว่าถึงแม้เอนคิดูจะถูกสร้างมาเพื่อทำร้ายเขา แต่เอนคิดูนั้นก็มีค่าเป็นของตัวเอง ไม่ใช่มีค่าในฐานะอาวุธ แต่มีค่าในฐานะเพื่อนของเขาและค่าของเอนคิดูจะไม่เปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะกิลกาเมชจะยอมมีเพื่อนเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

การตายของเอนคิดูมีผลต่อป๋ากิลมากขนาดทำให้เขาเริ่มออกตามหาความเป็นอมตะ ในช่วงเวลาระหว่างนั้นกิลกาเมชก็เริ่มทรึมเศร้า ความเหย่อหยิ่งก็เริ่มหายไป เขาเดินทางไปเรื่อยๆเพื่อหา ยาอมตะ (Herb of Immortality) จนสุดท้ายก็เจอหลังจากหามาเป็น 10 ปี (นี่เล่าแบบ concise มาก เรื่องจริงโคตรเยอะ5555) หลังจากนั้นกิลกาเมชก็นำยาอมตะเดินทางกลับอูรุกโดยที่ยังไม่ได้ดื่มแต่เก็บไว้ในคลังสมบัติแทน ทว่าเช้าวันต่อมายาก็ได้หายไปแล้ว…

แต่กิลกาเมชก็ไม่ได้โกรธหรือเศร้าอะไร แต่ด้วยเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้กิลกาเมชตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ของตนเอง ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วยังไงความตายก็มาหาอยู่ดี แต่ถึงยังงั้นป๋ากิลก็กลับไปเอายาอมตะที่เหลืออยู่บนโลกมา แต่ไม่ได้เอามาใช้นะ เอามาเก็บไว้ในคลังเท่ๆเฉยๆ 555555 หลังจากนั้นป๋ากิลก็ครองบัลลังค์อูรุกจนถึงวาระแล้วก็จากโลกนี้ไปนั่นเอง

ซึ่งก่อนตายป๋ากิลก็คิดได้ว่า สิ่งที่ควรอยู่ตลอดไปนั้นไม่ใช่ชีวิตของเขา แต่เป็นเรื่องราวของเขาต่างหาก ทำให้เขาตัดสินใจไม่ดื่มยาอมตะในที่สุด สุดท้ายทั้งกิลกาเมชและเอนคิดูก็ได้ตระหนักขึ้นก่อนตัวเองจะตายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ใช่การเป็นอาวุธทำลายล้าง การเป็นอมตะหรือการอยู่เหนือเทพเจ้า แต่เป็นการเป็นมนุษย์ การเป็นเพื่อนที่สำคัญให้กัน และความผูกพันธ์ที่มีให้กันและกันนั่นเองง

สรุปว่าเรียกได้ว่าในจักรวาล Fate นี้ เอนคิดูเป็นคนที่มีความหมายต่อกิลกาเมชมากจริงๆ ขนาดที่ป๋าแกตั้งชื่อท่าปล่อยพลังตัวเองตามชื่อเอนคิดูเลยทีเดียว และในภาค Fate/Zero พอเอล็กซานเดอร์ (Alexander the Great) เสนอให้กิลกาเมชมาเป็นสหายของตน กิลกาเมชก็หัวเราะและตอบกลับไปว่า “ในชีวิตนี้ข้าสัญญาไว้ว่าจะมีสหายเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น”