deep dark space

I'm sorry im just bored

– Assassin’s Creed – รีวิวแบบกาวๆ by me — กันยายน 16, 2019

– Assassin’s Creed – รีวิวแบบกาวๆ by me

For in much wisdom, is much grief. And he who increaseth knowledge, increaseth sorrow.

Al Mualim

ชื่อเกม: Assassin’s Creed

พัฒนาโดย: Ubisoft Montreal

ออกวางจำหน่าย: 13 พฤศจิกายน 2007

แนว: Action-adventure

เกริ้นเกริ่นอีกแล้วจ้าา ครั้งนี้จะมาพูดเรื่องของเกมนี้เลยย Assassin’s Creed ~~ รีวิวเนื้อเรื่อง เกมเพล์และส่วนอื่นๆอย่างเดิม (กาวๆเหมือนเดิม) ซึ่งเราว่าพอเขียนบล๊อกนี้เสร็จแล้วก็(อาจ)จะเขียนของซีรี่ย์นี้ให้หมดยันภาค Odyssey ภาคใหม่ล่าสุดเลยย แต่เอาภาคแรกให้รอดก่อนละกัน555555

ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เราชอบซีรี่ย์นี้และตามเล่นทุกภาค (แม่งภาคหลักๆปาไป 12 เกมละ) จนตกเป็นทาสการตลาดของเรืองนี้ไปแล้วนั่นก็เพราะว่าเราชอบ theme การย้อนยุค ใช้ฉากหลังเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงๆแล้วบิดเบียนให้เข้ากับ story ในเกม สมมุติมีบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ตายในปี 1190 เพราะความแก่ ในเกมก็จะตายปีเดียวกัน แต่อาจจะเป็นเพราะโดนตัวเอกเก็บไรงี้ แต่ละภาคของซีรี่ย์นี้ก็จะเปลี่ยนยุคไปเรื่อยๆจนเป็นเอกลักษ์ไปแล้ว

อะเครร เกริ่นเสร็จแล้วก็มาเริ่มที่เนื้อเรื่องเลยย

เนื้อเรื่อง

เกริ่น: เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ Desmond Miles หนุ่มบาร์เทนเดอร์ไฟแรงนายนึงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กถูกลักพาตัวไป! นายเดสมอนด์นั้นแท้จริงแล้วโดนหมายหัวโดนองค์กรใหญ่รายนึงที่ชื่อว่า Abstergo Industry ที่บังคับให้เขาใช้เครื่อง Animus เพื่อเข้าไปสู่ความทรงจำของบรรพบุรุษของเขาในยุคสงครามครูเสดที่ 3 เมื่อเกือบ 1000 ปีก่อนน!? เมื่อเดสมอนด์เชื่อมต่อกับเครื่อง Animus แล้วก็พบว่าตัวเองย้อนยุคกลับไปบังคับร่างกายของ Altair Ibn La Ahad (ชื่อไทยขอเขียนว่า อัลแตเอีย) ที่กำลังทำภารกิจกับทีมของเขาในสุสานของราชาโซโลมอนนอกเมืองเยรูซาเลม อัลแตเอียนั้นเป็น Assassin ผู้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประชาชน (freedom) ซึ่งพวกแอสซาซินนั้นเป็นศัตรูคู่ปรับกับ Knight Templar ผู้เชื่อว่าการควบคุมและกฏระเบียบ (order) นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกๆคน แต่ว่าในยุคนี้ทั้งสองฝ่ายก็เชื่อมั่นในสิ่งเดียวกันคือ ความสงบสุข (peace) ซึ่งจุดประสงค์หลักของภารกิจนี้คือการไปให้ถึง the Ark of Covenant (หีบแห่งพันธสัญญาในคำภีร์ไบเบิล) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเชื่อว่ามีพลังลึกลับที่สามารถหยุดสงครามศาสนาครั้งนี้ได้…

เคร เกริ่นพอละ5555 ขอพูดถึงความคิดเห็นเรากับเนื้อเรื่องภาคนี้ต่อเลย คือต้องคิดไว้เสมอว่านี่เป็นภาคแรกของซีรี่ย์ฉะนั้นก็จะมีหลายๆจุดที่งงๆอยู่บ้างเพราะเนื้อเรื่องยังเพิ่งเริ่ม แต่เราชอบการที่ทั้งแอสซาซินและอัศวินเทมพลาร์ต่างสู้กันแต่สุดท้ายก็เชื่อในสิ่งเดียวกันคือ ความสงบสุข แต่แค่ทั้งสองฝ่ายเชื่อต่างกันว่าการได้มาซึ่งความสงบสุขต้องใช้อะไร พวกแอสซาซินเชื่อว่าอิสระภาพและเสรีภาพของประชาชนนั้นสำคัญที่สุดแต่พวกอัศวินเทมพลาร์กลับเชื่อว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฏระเบียบที่ถูกสร้างไว้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างก็สู้กันมาเป็นเวลานับพันปี (สู้มาก่อนเกิดสงครามครูเสด เออ เอาจริงๆสู้กันตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์อีก แต่แค่ชื่อองค์กรอาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา)

เนื้อเรื่องเนิบๆช้าๆวนๆหน่อย มันเป็นเรื่องเพราะบักเวรอัลแตเอียไปทำผิดบัญญัติของแอสซาซินเข้าเลยเกือบโดนประหาร แต่โชคดีไปเพราะอาจารย์ (นางชื่ออัล โมอาลิม) เกิดสงสารเลยให้โอกาสไปไถ่โทษ ถอนยศออกหมดแล้วส่งไปจัดการกับเป้าหมาย 9 คนก่อนจะได้ยศคืน เรื่องก็วนไปซ้ำๆ ไปเมืองนี้ ฆ่าคนนี้ กลับไปรายงาน วนใหม่ แต่ทุกๆคนที่เราสังหารก็จะมีมุมมองความคิดต่างกันไป คอยพูดตัดพ้อเส้นทางที่เราเลือก ทำให้เราคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่แท้จริงแล้วมันดีจริงๆเหรอ (ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีฝ่ายไหนดีจริงๆนะ) ตอนจบของภาคแรกเป็นอะไรที่พีคมวากแก55555 คือจริงๆมันบอกตั้งแต่ต้นๆแล้วว่าสิ่งที่อยู่ในหีบแห่งพันธสัญญานั้นคือเครื่องจักรประหลาดที่ถูกเรียกว่า ชิ้นส่วนของอีเดน (Piece of Eden) ซึ่งอันที่เราเก็บได้มันเป็นรูปทรงวงกลมเหมือนออร์บเลยเรียกว่า แอปเปิลแห่งอีเดน (Apple of Eden) ตอนแรกอีเราก้นึกว่าอ่อ ไอแอปเปิลห่านี้คือโหดสุดละ แม่งทำให้คนใช้แยกร่างได้ สร้างภาพหลอกได้ หลอนประสาทพระเอกได้ คือมันเปลี่ยนจากเรื่องประวัติศาสตร์เป็นเรื่อง sci-fi เลย5555 แต่มันไม่พอไง พอเราถือแอปเปิลในมือตอนจบนั้น เครื่องจักรมันก็ทำงานอีกที ทีนี้เป็นโฮโลแกรมของโลกทั้งใบที่มีตำแหน่งของชิ้นส่วนของอีเดนอันอื่นอยู่เต็มไปหมด โว้ววว55555แล้วเรื่องของอัลแตเอียก็จบแบบพีคๆไป

แต่เรื่องของเดสมอนด์แม่งพีคกว่า5555 คือตอนจบเดสมอนด์สามารถใช้พลังพิเศษที่เรียกว่า Eagle Vision ที่บรรพบุรุษหลายๆคนของเขาใช้ได้ (ในเกมอัลแตเอียก็ใช้ทั้งเกม) ซึ่งมันก็เดินวนไปมาในห้องทดลองมาทั้งเกมแล้วก็ไม่เจออะไร แต่ตอนจบพอกดใช้ eagle vision โดยเดสมอนด์ครั้งแรก เราจะเห็น ข้อความ สัญลักษณ์ เครื่องหมายทางศาสนาเต็มไปหมดทั่วห้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกเขียนด้วยเลือดโดยหนูทดลองคนก่อน Subject 16 (เดสมอนด์เป็นคนที่ 17) และบอกเรื่องราวจุดจบของโลก สรุปว่าโลกนั้นจะแตกภายในปี 2012 แล้วก็ตัดจบ555555 คือช่วงนั้นของเกมเป็นอะไรที่ หลอน พีค ตกใจ ผสมกันหมดดดด เหมือนว่า อ้าว นี่เราไม่ได้ชนะห่าไรเลยนี่หว่าาา โลกเสือกจะแตกอีกก สรุปเรื่องน่าสนใจดี แต่เดินเรื่องน่าเบื่อ ตอนจบโคตรพีค5555

โดยส่วนตัวเราไม่ค่อยชอบพระเอกภาคนี้เท่าไหร่ คืออัลแตเอียไม่ค่อยมี personality เท่าไหร่ ออกเงียบๆขรึมๆ พูดเท่ๆ บางคนเลยชอบมั้ง แต่มันทำให้ไม่รู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครไง เราเลยไม่ค่อยอินเวลามันดราม่า5555 (ต้องไปอ่านนิยาย+เล่นภาค Revelation ถึงจะรู้เรื่อง backstory ของอัลแตเอีย)

เนื้อเรื่องเราให้ 5/10 จ้ะ (ได้เพราะตอนจบกับเพราะเราชอบประวัติศาสตร์เลยนะเนี่ย5555)

เกมเพลย์

จุดเด่นสุดๆของเกมทุกภาคในซีรี่ย์นี้น่าจะเป็นการ free-run หรือ parkour (เราก็ไม่รู้ว่ามันอันไหน5555) มันเป็นอะไรที่แตกต่างมากๆสำหรับเกมในปี 2007 ที่ให้ตัวละครปืนป่ายตึกราบ้านช่อง โหนไปมา และขึ้นไปวิ่งบนหลังคาได้ ทำให้มีความรู้สึกมีอิสระในการเคลื่อนไหวมากๆ เราสามารถปีนขึ้นไปบนหอคอยของโบสต์ชื่อดังของเยรูซาเลมในยุคนั้นแล้วมองเห็นเมืองทั้งเมืองข้างล่างได้เลย ถึงแม้จะบังคับยากมาก (ยากนะไม่ได้แย่) แต่ก็ทำให้มันสมจริงดี มันท้าทายกว่าภาคหลังๆที่ทำให้การปีนง่ายขึ้น ภาคนี้วิ่งหนีทหารทีนี่ลุ้นที55555

พอเราเล่นอยู่ ถ้าเล่นเป็นสายที่ไม่อยากต่อสู้มากนัก เราสามารถลักลอบเอาได้ (stealth) ซึ่งเราสามารถเข้าไปซ่อนในที่ต่างๆเช่น ห้องเปลี่ยนชุด กองฟาง บลาๆ มีให้ซ่อนทั้งเมือง หรืออยากจะตีเนียนก็ได้นะ สามารถพนมมือสวดมนต์แบบนักบวชแล้วเข้าไปเดินตรงกลาง ทหารก็จะแยกไม่ออกเพราะเสื้อผ้าสีขาวคล้ายๆกัน5555

การต่อสู้ของภาคนี้ถือว่ายากที่สุดเลยก็ได้ มีอาวุธให้เลือกน้อยหน่อย คือมี ดาบ มีดสั้น มีดปา ระเบิดควัน hidden blade (มีดตรงข้อมือที่เป็นเอกลักษ์ของแอสซาซิน) แค่นั้นนะที่จำได้ การสู้ยากเพราะ อัลแตเอียรับ damage เยอะมาก คือโดนฟันได้ไม่เยอะก็ตายละ เลยต้องระวัง ต้องคอยรอจังหวะศัตรูฟันมาแล้วเคาเตอร์ฟันกลับให้ทัน ไม่ก็ต้องบล็อกดาบให้ทัน มันต้องกะจังหวะดีมากๆ (ภาคนี้กะจังหวะยากกว่าภาคใหม่ๆด้วย)

เกมเพลย์ให้ 7/10 อาจจะเอื่อยๆหน่อย bug มีบ้าง แต่ก็ถูๆไถๆได้ สนุกบางช่วง

Setting

ภาคนี้เราย้อนยุคไปอยู่ในสงครามครูเสดครั้งที่ 3 จ้า ราวๆปี ค.ส. 1191 background คือพวกทหารชาวคริสต์กำลังเคลื่อนทัพมาบุกยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Land) จากชาวมุสลิมที่อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ซึ่งในระหว่างที่สงครามศาสนากำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญนั้น ก็มีสงครามลับเกิดขึ้นระหว่าง แอสซาซินและเทมพลาร์นั่นเอง

หลักๆเลยในเกมจะมีพื้นที่ให้เราเล่นอยู่ 4 ที่คือ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Land) ที่เป็นแผ่นดินที่เป็นทุ่งราบ มีภูเขาและป้อมปราการของทั้งกองทัพคริสต์และมุสลิมประปราย ต่อมาเป็นเมืองดามัสคัส (Damascus) เมืองอาเคร (Acre) และเยรูซาเลม (Jerusalem) เราว่าแต่ละเมืองก็พยายามต่างกันแบบที่สุดแล้ว แต่ด้วยเครื่องมือในตอนนั้นมันไม่อำนวยเลยทำให้เมืองแต่ละเมืองดูไม่สวยเท่าที่ควรและขนาดเล็กมาก แต่รวมๆก็โอเค ทำให้เข้าถึงความย้อนประวัติศาสตร์ได้อยู่ และยอมว่าเป็นภาคแรกด้วย (ถ้าเอาไปเทียบกับภาคใหม่ๆ map ของภาคแรกนี่สู้ไม่ได้เลยจ้ะ5555)

Setting เราให้ 8/10 แอบชอบแนวย้อนยุคอยู่แล้ว5555ถึงมันจะทำออกมาไม่ดีเท่าไหร่แต่ยอมรับได้เพราะระบบพัฒนาเกมปี 2007 มันก็ไม่ได้ดีอ่ะ555

สรุป+ให้คะแนน

เราว่ามันเป็นเกมที่ปฏิวัติวงการเกมไปเลยนะสำหรับ Assassin’s Creed ภาคแรก คือมีระบบต่างๆที่แปลกใหม่อย่างเช่นการปีนป่ายและมี theme ที่น่าสนใจอย่างการย้อนยุคโดยใช้ความทรงจำของบรรพบุรุษ ทำให้ได้เล่นเกม+เรียนประวัติศาสตร์ไปในตัวเลย5555 เสียอย่างคือเนื้อเรื่องเดินซ้ำซากเกินไป น่าเบื่อ พระเอกภาคนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรมาก แค่มาทำหน้าที่ตัวหลักที่ให้เราคุม5555 การควบคุมอาจจะยากไปในบางจุดและการต่อสู้อาจจะน่ารำคาญเพราะมันจำเจ (เกมเล่นเป็น 10 กว่าชม.แต่แม่งสู้เหมือนเดิมทั้งเกม)

Final Verdict: 6.5/10

ที่จริงมันไม่ได้แย่เลยนะยกเว้นเนื้อเรื่องในบางจุด soundtrack (ที่เราไม่ได้พูดถึงเลย5555) ก็ไม่ได้แย่ แต่ทุกอย่างมัน….เฉยๆอ่ะ คือไอเดียร์มันดีแต่การทำออกมาให้เล่นยังไม่ดีเท่าไง ต้องใช้ภาคหลังๆอ่ะ โดยเฉพาะภาค 2-4 อ่ะจะเป็นยุคทองของเกมซีรี่ย์นี้เลยย ส่วนภาคแรกต้องยอมคะแนนแค่นี้ก่อนนะ5555

– Fallout 4 – รีวิวแบบคร่าวๆ by me — กันยายน 15, 2019

– Fallout 4 – รีวิวแบบคร่าวๆ by me

War, war never changes.

The Sole Survivor

ชื่อเกม: Fallout 4

พัฒนาโดย: Bethesda Game Studios (ค่ายที่ทำ skyrim)

ออกจำหน่าย: 10 พฤศจิกายน 2015

แนว: FPS, Action RPG, Open-World, Post-Apocalypse

เกริ่นจ้าเกริ่นนน คือตอนแรกที่เราซื้อเกมนี้มาก็ไม่ได้คิดว่าจะติดขนาดเกมนี้ขนาดนี้5555 ใช้เวลาทุ่มกับเกมนี้ไปเยอะมาก เยอะมากจริงๆ แต่ก็พูดได้เต็มปากว่ามันเป็นเกมที่ถึงแม้จะไม่ใช่ระดับ masterpiece สำหรับเรา (อันนั้นยกให้ skyrim เลย) แต่มันก็คุ้มเงินแล้วอ่ะจ่ะ ซื้อมาตอน steam sale ด้วย มันลด 50% ยิ่งคุ้มโคตรๆ ได้ DLC มาครบ5555 ลง mod นู่นนี่ให้มันเล่นสนุกขึ้นแล้วอื้อหือ รู้เลยจ้ะ เกมดีจริงงงง ซึ่งพอค่าย Bethesda ทำเกม Open World ออกมาแล้ว มันก็เหมือนจะการันตีความดีแล้วแหละนะ

อะเครรร รอบนี้ไม่เกริ่นยาว โพสนี้เราจะมาเล่าเกี่ยวกับ เนื้อเรื่องตอนเริ่ม (มี 3 Act เราจะเล่าแค่ตอนต้นของ Act 1 นะ) gameplay และ feature ต่างๆในภาคนี้นะจ้ะะ

ว่าแล้วก็ขอเริ่มโดยการเล่าสรุปเนื้อเรื่องในช่วงแรกก่อนเลยย

เกริ่นเนื้อเรื่อง

พอกดเริ่มเกมปุ้ป เราก็จะถูกต้อนรับด้วยฉาก cut-scene cinematic (เหมือนดูหนังง่ะ) โดยมีพระเอกเล่าเรื่อง recap ของเหตุการณ์ต่างๆในจักรวาลของซีรี่ย์เกมนี้

ซึ่งจักรวาลของFalloutนั้น หลักๆเลยก็เหมือนกับจักรวาลจริงๆเกือบเป๊ะๆจนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่อเมริกาค้นพบพลังงานนิวเคลียร์ ทั่วทั้งโลกก็หันมาประยุกใช้พลังงานนั้น ทำให้เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก ไม่ถึงครึ่งศัตรวรรษ ประชาชนในอเมริกาก็มีหุ่นยนต์คอยรับใช้ในบ้าน มีรถบินได้ มีปืน laser ทุกอย่างเหมือนนิยายหรือหนัง sci-fi ที่ถูกเขียนขึ้นในช่วง 1960-1970 ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงนี้พระเอกอธิบายว่าชาวอเมริกานั้นกำลังใช้ชีวิตอย่างเพอร์เฟ็ค พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใน”ความฝันอเมริกัน” (The American Dream) นั้นเอง แต่ว่ามันก็ไม่คงอยู่ตลอดไป เพราะในขณะนี้ ในปี 2077 ทั่วทั้งโลกกำลังลุ้นอยู่ว่าจะเกิดสงครามอีกครั้งหรือไม่ และถ้าครั้งนี้เกิดสงครามขึ้น มันคงต้องเป็นจุดจบของโลกแน่ๆ ในเมื่อประเทศมหาอำนาจต่างๆมีขีปนาวุธนิวเคลียร์กันหมด พระเอกซึ่งเป็นทหารก็บอกว่าเค้าเป็นห่วงครอบครัวเขา ทั้งภรรยาและลูกที่ยังเป็นทารกอยู่

หลังจากที่พระเอกเล่าเรื่อง recap จบแล้วเราก็จะได้เข้าช่วง character customization ซึ่งเกมนี้มีความเป็น RPG อยู่ระดับหนึ่ง ผู้เล่นเลยสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง หลังจากเลือกเพศแล้วก็สามารถปรับแต่งหน้าตาได้ (ซึ่งถ้าเราเป็นผู้ชายก็จะได้รับบทเป็นสามีที่เป็นทหาร ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะเป็นภรรยาที่เป็นทนาย) ตัวนางเอกจะเอ่ยว่าพวกเขาทั้งคู่กำลังเตรียมตัวไปกล่าวสุนทรพจน์ให้กับเหล่าทหาร หลังแต่งตัวเสร็จก็จะจบช่วงนี้

ในบ้านของพระเอกนั้น (ขอ assume ว่าเล่นพระเอก ขก.พูดถึงทั้ง 2 คน) จะเป็นบ้านแนว suburban ของอเมริกาในช่วง 1970 เลย ดูอบอุ่นและเข้ากับการอยู่กับครอบครัวมากๆ ทุกอย่างในตอนนี้ดูเหมือนจะลงตัวสุดๆสำหรับครอบครัวนี้ ในบ้านนั้นมีหุ่นยนต์รุ่น Mr.Handy รับใช้อยู่ชื่อว่า Codsworth ซึ่ง Codsworth ก็จะบอกเราว่าไม่ว่าจะทำยังไง Shaun ลูกของเรานั้นก็ไม่ยอมหยุดร้องไห้ซักที พอจัดการกับเรื่องต่างๆในบ้านแล้วก็จะมีแขกมาหา เป็นพนักงานของบริษัท Vault-Tech ที่มาให้เราเซ็นกรอกฟอร์มการเข้าไปอยู่ใน Vault ซึ่งเป็นเหมือนเมืองใต้ดินที่ถูกสร้างไว้เผื่อมีสงครามนิวเคลียร์เกิดขึ้นจริงๆ

พอเสร็จการกรอกฟอร์มแล้ว ใช้เวลาอยู่ในบ้านได้และชีวิตที่ลงตัวอีกแค่พักเดียวก็มีเรื่องน่าตกใจเกิดขึ้น เมื่อนักอ่านข่าวได้รายงานว่าตอนนี้มีการคอนเฟิร์มขีปนาวุทนิวเคลียร์ที่ถูกยิงมาจากฝ่ายคอมมิวนิสต์จีน ได้ทำการระเบิดรัฐไปแล้วถึง 2 รัฐในอเมริกาและเหลือเวลาไม่นานที่บอสตัน เมืองที่บ้านของพระเอกตั้งอยู่จะถูกระเบิดเป็นสถานที่ต่อไป

พระเอกและครอบครัวจึงรีบเก็บของ อุ้มลูก และวิ่งตรงไปยัง Vault ที่ใกล้ที่สุดจากบ้าน ซึ่งมีชื่อว่า Vault 111 (บริษัท Vault-Tech ได้ทำการสร้าง Vault ไว้ทั่วประเทศแบบนับไม่ถ้วน) พระเอกและครอบครัวสามารถทำเวลาและลงไปใน Vault ได้ทันก่อนที่ระเบิดนิวเคลียร์จะมาถึง ได้ลงไปยังเมืองใต้ดิน เตรียมพร้อมจะใช้ชีวิตใหม่ในที่แห่งนี้ แต่ว่าเจ้าหน้าที่และดอกเตอร์ของ Vault-Tech ดันบอกว่ามีการจำเป็นต้องให้ทุกคนที่ลงมายัง Vault เข้าเครื่อง Cryo-freeze และจำศีลไว้ก่อนช่วงระยะนึง ก่อนจะตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตต่อได้

พระเอกและครอบครัวก็ยอม บอกลากันว่า “อีกนิดก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว” ก่อนที่จะเข้าไปในเครื่อง cryo-freeze และจำศีล เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่พระเอกดันตื่นขึ้นมาก่อนที่โปรแกรมต้องการ ในฉากที่เขาจะจำไปตลอดชีวิต มีชายนิรนามที่ดูเป็นคนอันตรายกับผู้หญิงที่ดูเหมือนจะเป็นนักวิทยาศาสตร์เดินเข้ามาในห้องทดลองนี้ พวกเขามุ่งหน้าตรงไปยังเครื่องที่ภรรยาและลูกของเขาจำศีลอยู่ ชายคนนั้นกดเปิดประตูของเครื่อง ภรรยาของพระเอกก็ได้สติขึ้นมา “เอาเด็กคนนั้นมา” ชายคนนั้นกล่าว แต่ฝั่งภรรยาก็สู้สุดใจ “ชั้นไม่ยอมให้เขาหรอก” เธอพูดก่อนจะโดนชายคนนั้นยิงในระยะประชิดจนสิ้นใจแล้วลูกน้อยของทั้งสองก็ถูกลักพาตัวไปด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครรู้ ฝั่งพระเอกก็ทำอะไรไม่ได้ ถูกresetเครื่องแล้วกลับไปจำศีลต่อ

แต่ก็มีเหตุการณ์ดนใจให้พระเอกนั้นฟื้นขึ้นมา พอตื่นขึ้นมาก็เศร้าใจ ขอโทษกับคู่รักพร้อมกับสัญญาว่าจะไปตามหาลูกให้เจอ หลังจากที่ผจญภัยใน Vault 111 แล้วก็พบว่าทุกคนในนี้ตายจากไปหมดแล้ว พระเอกก็ต้องหาทางออกไปจากที่นี่ ในที่สุดก็ขึ้นมาสู่โลกข้างบนได้ แต่มันกลายเป็นโลกที่ถูกนิวเคลียร์ถล่มไปแล้ว ทุกอย่างต่างไปจากเมื่อตอนที่เขาลงไปมาก ต้นไม้ สัตว์ต่างๆ สิ่งก่อสร้าง มันเหมือนกับเวลาผ่านไปเป็นร้อยๆปีแล้ว ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้จาก Codsworth หลังจากที่กลับไปที่บ้านว่า จริงๆแล้วการจำศีลของเรานั้นมันกินเวลาไปถึง 210 ปี โลกที่พระเอกตื่นขึ้นมานั้นอยู่ในปี 2287 พระเอกก็ตกใจไปพักนึง ก่อนจะรวบรวมสติและตั้งเป้าไปตามหาลูกและแก้แค้นให้ได้

หลังจากนั้นทุกอย่างก็จะถูกเปิดให้กับผู้เล่นตามฉบับเกม Open-World เราจะไปทำอะไรก็ได้ตามใจเลย จะทำเนื้อเรื่องหลักไปหาลูกชายหรือจะออกนอกทางไปทำ quest เสริมก็ตามใจ (สงสารลูก5555)

จบการเกริ่นเนื้อเรื่อง

…..

Gameplay

ตั้งแต่ภาค 3 แล้วที่เกมซีรี่ย์ Fallout เปลี่ยนไปเป็นแนว FPS ซึ่งเกมนี้เราว่ามันรู้สึกมันส์กว่าภาคก่อนเวลาสู้กัน คือระบบการยิงมันดีขึ้น การใช้ Pip-boy สแกนประเมินผลศัตรูก็จะทำให้เวลาช้าลง ทำให้ใช้ได้ง่ายขึ้น ปืนต่างๆพออัพสกิลแล้วจะสามารถแต่งได้ตามใจ การควบคุมตัวละครก็ลื่นขึ้นและสมจริงขึ้นเยอะ ยิงกันทีก็เลือดสาด ชิ้นส่วนกระเด็นตามสูตรภาคก่อนๆ แต่เสียอย่างคือปืนน้อยเหลือเกิน มีแค่ไม่กี่ประเภทเอง ถ้าอยากได้ปืนแบบ unique จริงๆต้องไปแต่งเอาเอง หาในระหว่างเล่นมันยากกว่ากันมาก ส่วนเรื่องศัตรูในเกม จะบอกว่าพวกกลายพันธ์มันทำให้น่ากลัวน้อยลงกว่าภาคเก่าอ่ะ5555 คือหน้าตาอะไรมันดูเท่กว่าเดิมนะ แต่มันไม่หลอนเหมือนภาค 3 อ่ะะ ภาค 3 นี่คือเจอปีศาจกลายพันธ์ทีนี่สะดุ้งได้เลยนะ แต่ภาคนี้เจอแล้วก็แบบ เออ มันถึกจริงหว่ะ ใช้ไรยิงดี5555 ยกตัวอย่าง Behemoth จากภาพข้างล่างเลย ในภาค 3 มันห้อยกระโหลกคนเป็นที่ประดับเลยนะเว้ย หน้าตาก็โหดแบบโรคจิตอ่ะ ภาคนี้เหมือน hulk เวอร์ชั่นขี้เหร่ขึ้นเฉยๆ5555

ในภาค 4 จะมี feature ใหม่คือการสร้าง settlement ต่างๆให้ผู้คนมาอยู่ พูดง่ายๆก็คือระบบสร้างเมืองนั่นเอง (แต่บางที่มันก็เล็กแบบ บ้าน 3 หลังจบ 55555 เอาจริงๆแต่ละเมืองมันก็ขนาดเท่าหมู่บ้านอ่ะ) ซึ่งเราพูดตรงๆเลย เราเกลียดระบบห่านี่มากกกก มันน่าเบื่ออ คือพอเราทำเนื้อเรื่องไปถึงจุดนึงมันจะให้ quest ไปช่วยประชาชนจากพวกโจร/ปีศาจ บลาๆ แล้วเราก็ต้องมานั่งสร้างหมู่บ้านให้มันเนี่ย โคตรเบื่อเลย ไม่ใช่ว่าแค่สร้างบ้านให้อยู่แล้วจบนะ ต้องมีเตียง มีข้าว มีน้ำ มีไฟฟ้า เอาจริงนี่กุช่วยชีวิตมึงแล้วยังต้องมาเป็นกรรมกรให้มึงอีกเหรอวะ หาข้าวหาน้ำเองไม่เป็นอีก5555 ถ้าคนไหนชอบ manage ชอบสร้างเมืองอาจจะถูกใจระบบนี้นะ แต่เราเอือมมาก ขอบาย (หมู่บ้านเรา unlock เกือบครบแล้วนะในเกม แต่ไม่สร้างห่าไรเลย แค่ไปยิงโจรแล้วยึดหมู่บ้านกลับมาพอ5555)

ในภาคนี้ก็ยังมีฝ่ายต่างๆ (factions) ให้เราสามารถเข้าร่วมได้เช่นเดิม เราจะมาพูดถึงและสรุปแบบคร่าวๆเรียงเลยละกัน เอาแค่อันที่มันใหญ่ๆและมี quest line นะ

1.) The Minutemen: เป็นกลุ่มกองทหารอาสาสมัครที่ถูกสร้างมาเพื่อปกป้องประชาชนของ commonwealth (map ในภาคนี้) ซึ่งก่อนที่เราจะเข้าไปนั้นตกอยู่ในสภาพแย่มากๆ มีสมาชิคเหลือแค่นิดเดียวเท่านั้น หลังจากที่เราเจอกับ Preston Garvey ที่ Concord แล้ว เขาก็จะเสนอให้เรามาเข้าร่วมกับ Minutemen นั่นเอง เป็น faction แรกๆเลยที่เราจะมีโอกาสได้เข้า แต่จะบอกว่า quest ของฝ่ายนี้น่าเบื่อมากกก ส่วนใหญ่จะไปเกี่ยวกับระบบ settlement building คือให้ไปช่วยประชาชนแล้วก็ต้องสร้างที่อยู่ให้ จะมี quest เนื้อเรื่องของ Minutemen น้อยมากถ้าเทียบกับ faction อื่น

2.) The Railroad: กลุ่มองค์กรลับที่ปฏิบัติการอยู่ใต้ดิน เป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือเหล่า Synth (คนจำแลง มนุษย์สังเคราะห์ หรือ android นั่นเอง) ออกมาจาก The Institute องค์กรลับที่สร้างพวกคนจำแลงพวกนี้ขึ้นมาใช้งาน พวก Railroad เชื่อว่า Synth ถึงจะถูกมนุษย์สร้างมา มีส่วนเครื่องยนต์ แต่ก็ยังมีชีวิตและจิตใจเป็นของตัวเอง และสมควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกับมนุษย์ ทำให้ใน quest เนื้อเรื่องของ faction นี้ กลุ่ม Railroad เลยต้องสู้กับ The Brotherhood of Steel เพราะอุดมคติต่างกัน

3.) The Brotherhood of Steel: ถือว่าเป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในยุคหลังสงครามนิวเคลียร์เลย พวกเขาไม่ได้อยู่ใต้อำนาจใคร แต่ปฎิบัติการตามอุดมคติของตัวเอง ซึ่ง BOS นั้นเชื่อว่ามนุษย์ชาตินั้นไม่ควรกลับไปใช้งานเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเกินไปไม่งั้นจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นอีก พวกเขานั้นจึงถือตัวเองเป็นคนวิเคราะห์และจัดเก็บอาวุธเหล่านั้นแทน BOS เป็นกองทัพที่น่าเกรงขามมาก ทั้งทหารเยอะ ทั้งมีชุดเกราะ Power Armor ที่รับกระสุนและระเบิดได้ ว่าง่ายๆคือกองทัพนี้แทบไม่ต้องกลัวอะไรเลย พวกเขาเชื่อว่า Synth หรือคนจำแลง ไม่ควรได้รับการยอมรับเหมือนมนุษย์ และจะทำลาย Synth ให้หมดไป จึงเข้าสู่สงครามกับพวก Railroad นั่นเอง

4.) The Institute: องค์กรลับสุดยอดที่ไม่มีใครหาได้ว่าแท้จริงแล้วมีที่ตั้งอยู่ที่ไหน พวกเขาล้ำหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากถึงขนาดใช้การ teleport เพื่อเดินทางได้ หลักๆเลยสมาชิคส่วนใหญ่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาเป็นผู้สร้าง Synth ขึ้นมาเพื่อรับใช้ นำไปทดลองสิ่งต่างๆกับผู้คนในโลก บ้างก็ทำการฆ่าคนจริงแล้วนำSynthไปแทนที่ ทำให้ผู้คนใน commonwealth ต่างหวาดกลัว Institute มากๆ จริงๆแล้วเหมือนจะเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่ก็ไม่มีคนร้ายจริงๆในเรื่องนี้หรอก มีแต่คนที่มีอุดมคติต่างกันเท่านั้น Institute นั้นก็มีเหตุผลของตัวเองที่ทำสิ่งแย่ๆไป

ซึ่งถ้าเราเลือกเข้าร่วมกับ 3 ฝ่ายแรก (Minutement, Railroad, BOS) เราจะเป็นศัตรูกับ The Institute โดยธรรมชาติ แต่ถ้าหากเราเข้าร่วมกับ institute เราก็ต้องสู้กับอีก 3 ฝ่ายอื่นแทนนั่นเอง

และๆๆๆ ระบบที่เราชอบและจะอวยที่สุดในเกมนี้เลยยย นั่นคือออ

ระบบ เพื่อนร่วมเดินทาง หรือ Companion นั่นเองงง โดยการที่ fallout 4 นั้นมีตัวเอกที่มีเสียงพากย์แล้วบวกกับการที่เพื่อนร่วมทางแต่ละคนนั้นมีเรื่อง back-story ของตัวเอง ทำให้ถึงแม้ภาคนี้จะมี companion น้อย แต่ทุกคนก็ดูมีชีวิตชีวาและเหมือนกับเป็นคนจริงๆ เหมือนจะเป็นเพื่อนกับตัวเอกจริงๆเลย

ซึ่งในตัวเกมหลักจะมีเพื่อนร่วมทางให้เราเลือกได้ 13 คน(และตัว?) แต่ละคนก็จะมีเรื่องราวชีวิต วิธีพูด นิสัย และ quest แตกต่างกันไป มีทั้งชาย หญิง หุ่นยนต์ และ หมา 5555 ซึ่งเอาจริงๆเลยเพื่อนร่วมทางทุกคนนั้นน่าสนใจหมด และส่งเสริมการผจญภัยของตัวเอกให้สนุกขึ้นเพราะคำพูดและความคิดของพวกเขาที่จะคอยแชร์ให้เราฟัง ซึ่งแต่ละคนก็จะชอบบางสิ่งและไม่ชอบบางสิ่งต่างกันไป คนนึงอาจจะชอบที่เราช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่ขอค่าตอบแทน แต่อีกคนอาจจะคิดว่าเราโง่ก็ได้ มันมี dynamic ของมันอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบตัวละครแบบไหนนั้นแหละ

ให้คะแนน

โดยขอไม่แบ่ง section ให้ภาพกับเพลงนะ เพราะภาพมันก็เก่าแล้วอ่ะ ตั้งแต่ปี 2015 ถึงภาพอาจจะสวยไม่เท่าเกมอื่น แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้น่าเกลียด พอยอมรับได้ ส่วนเรื่อง soundtrack เราว่าดีเลย แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ฟัง ost มัน มัวแต่เปิดช่อง radio ฟังเพลงย้อนยุคแทน55555

ขอไม่แบ่งคะแนนเป็นหมวดๆนะ แต่จะพูดสรุปรวมๆแล้วให้คะแนนทีเดียวเลย สำหรับเรา เนื้อเรื่องเล่นไปตอนแรกตื่นเต้นดี แต่พอเล่นไปซักพักเริ่มเบี่ยงเบนความสนใจไปทำอย่างอื่น เพราะมันมีอะไรให้ทำเยอะมากในเกม จนทำให้เนื้อเรื่องหลักอาจจะไม่ต่อกัน แต่ก็ถือว่าโอเค ไม่ได้น่าเบื่อ

เรื่อง gameplay ก็อย่างที่บอก ระบบสู้สนุก การ roleplay ก็ดี ดีเพราะว่ามีการพากย์ตัวเอก ทำให้เราเข้าถึงบทบาทของตัวละครที่เราเล่นมากขึ้น ระบบ companion คือดีมากกกก เราว่าเป็นจุดขายของเกมนี้เลยแหละ ส่วนเรื่อง faction ต่างๆอาจจะเฉื่อยๆไปหน่อย ไม่ค่อยลุ้น แต่ก็ไม่ได้แย่

ให้คะแนนเลยละกันสำหรับเกมนี้ให้ 8/10 จ้ะ เล่นได้เรื่อยๆ เล่นแล้วก็เพลินดี มีอะไรให้ทำตลอด มีเรื่องให้ค้นหา ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน ประวัติศาสตร์ หรือ สัตว์ประหลาด ก็มีเรื่องราวของตัวเอง มันน่าสนใจไปหมดตอนแรกๆ แต่หลังๆก็ไม่ได้น่าเบื่อ เล่นได้หลายรอบเพราะมีตอนจบหลายแบบ มี choice ให้เลือกที่สามารถพลิกเนื้อเรื่องให้จบอีกแบบได้เลย

Final Verdict: 8/10

ถ้าซื้อมาได้ตอนลดราคาแบบเราจะนับว่าคุ้มมาก55555

FATE : เรื่องของ Gilgamesh และ Enkidu – เล่าแบบมึนๆ (เอ๊ะ) — กันยายน 11, 2019

FATE : เรื่องของ Gilgamesh และ Enkidu – เล่าแบบมึนๆ (เอ๊ะ)

Gilgamesh was a god and a man; Enkidu was an animal and a man. It is the story of their becoming human together.

เฮอร์เบิร์ด เมสัน, พูดถึง มหากาพย์กิลกาเมช

อยู่ดีๆก็อยากเขียนเกี่ยวกับมหากาพย์เรื่องแรกของโลก55555555 ตอนแรกเรารู้จักคนนี้มาอยู่แล้วเพราะเราชอบอ่านประวัติศาสตร์กับตำนานต่างๆ แต่เรื่องของกิลกาเมชมันก็ไม่ได้ โอโห หวือหวาอะไรจนเราประทับใจ จนกระทั่งเรามาเจอกับกิลกาเมชเวอร์ชั่นที่ Fate Stay/Night ทำเราเลยรู้สึกชอบตัวละครตัวนี้ (ซึ่งต้องแยกนะว่าเป็นคนละคนกับตำนานจริงๆ ในเมะก็ทำให้นิสัยกับคาแรกเตอร์แตกต่างจากของ original อยู่แล้ว) แต่โดยรวมแล้ว backstory อะไรก็โดยรวมคล้ายๆกันเป็นส่วนใหญ่ (ของ Fate เปลี่ยนเรื่อง เติมเรื่องนิดๆ ให้มันดราม่าขึ้น)

แล้ว backstory ของกิลกาเมชนี่เป็นอะไรที่ bromance มาก…

จะเป็นเรื่องราวชีวิตของราชาน้อยผู้โหดเหี้ยม เอาแต่ใจนามว่า “กิลกาเมช” ที่ได้เปลี่ยนไปเมื่อพบกับคนคนเดียวในชีวิตที่เขาจะยอมเรียกว่าเป็นเพื่อนแท้ “เอนคิดู”

เกริ่นๆ อิงประวัติศาสตร์นิดนึง ตำนานของกิลกาเมชนั้นเก่าแก่มาก มีอายุถึง 4000 ปีแล้ว (เขียนเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตกาล) ทำให้เขาถูกขนานนามว่า “วีรบุรุษคนแรกของประวัติศาสตร์” ที่ครองราชย์เมืองอูรุก เมืองที่เก่าแกของอารยธรรม เมโสโปเตเมีย เป็น 2/3 เทพ 1/3 มนุษย์ (อย่าถามว่าทำไมไม่เปนครึ่งเทพไปเลย เราว่าคนเขียนก้เล่นกาวอยู่ตอนเขียนเมื่อ 4000 ปีที่แล้ว) ในเรื่อง Fate ป๋ากิล (ขอเรียกงี้ ป๋าเค้าเท่) ก็เป็น heroic spirit ที่โหดอันดับต้นๆ (อาจจะโหดสุด) ใน franchise คือสรุปกูอยากอวยป๋าแก

ซึ่งเรื่องราวการผจญภัยของกิลกาเมชก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ (จะเรียกว่า cliche ก็ไม่ได้ แม่งดันเป้นมหากาพย์เรื่องแรกของโลกอีก) แต่จุดสำคัญของการตามล่าความเป็นอมตะของป๋ากิล (และเพื่อนเลิฟ เอนคิดู) กับบทเรียนที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปต่างหาก

*สมัยยังแบดๆ

เริ่มเรื่องเลย…

ในตำนานเมโสโปเตเมียเวอร์ชั่นของ Fate นั้น ราวๆ 4000 ปีก่อน เป็นช่วงเวลาที่เหล่าทวยเทพกำลังหมดสิ้นอำนาจและพลัง แล้วมนุษย์ชาติกำลังเริ่มเติบโต เหล่าเทพเจ้าสามารถคงอยู่ได้บนโลกโดยการสิงมนุษย์ที่มีร่างกายที่ดีพอเท่านั้น ซึ่งเทพเจ้าต่างๆก็รู้ว่าอีกไม่นานพวกเขาคงต้องหายไปจริงๆ เพื่อตอบปัญหาการเลือนหายไปของเหล่าทวยเทพ พวกเขาจึงวางแผนที่จะสร้าง “กุญแจ” ที่จะเป็นตัวเชื่อมเทพเจ้ากับมนุษย์

และกุญแจนั้นก็ชื่อว่า “กิลกาเมช” (Gilgamesh)

กิลกาเมชจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะ 2/3 เทพและ 1/3 มนุษย์ (แบ่งครึ่งไปเลยมันไม่แนว) จากราชามนุษย์และเทพีองค์หนึ่ง ได้เติบโตขึ้นมาในเมือง อูรุก เมืองหลวงของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดบนโลกนั่นเอง

ซึ่งเหล่าเทพเจ้านั้นหวังว่าจะให้กิลกาเมชเป็นผู้สังเกตการ คอยดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกโดยเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายไหน เทพหรือมนุษย์ แต่พอป๋ากิลโตมากลับผิดแผน เพราะแม่งโตมาเลวทันที กิลกาเมชถือว่าตัวเองเป็นทั้งเทพทั้งมนุษย์ ทำให้เขานั้นเหนือกว่าทั้งเทพและมนุษย์ ป๋ากิลเลยไม่สนใจฟังใคร ตั้งตัวเป็นราชาหนึ่งเดียวอำนาจสูงสุดของ อูรุก เขาปกครองอาณาจักรด้วยความโหดร้าย ใช้แรงงานประชาชนเป็นทาสและทำเรื่องเลวร้ายอีกมากมาย (ที่เยอะและร้ายแรงมาก เอาเป็นว่ามันเลว)

เหล่าเทพเจ้าก็ไม่พอใจที่ป๋ากิลกลายเป็นแบบนี้ กดขี่ประชาชนก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ตั้งตนเหนือเทพ มันเกินไปแล้ววว เหล่าทวยเทพเลยวางแผนอีกที คราวนี้ปั้นดินเหนียวขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่างแล้วจึงให้ชีวิตกับมัน ดินเหนียวนี้ชื่อว่า “เอนคิดู” (Enkidu) ถึงจะมีชีวิตแล้วแต่ก็ไม่มีวิญญาณเหมือนมนุษย์หรือเทพ ซึ่งหน้าที่ของเอนคิดูคือการไปพิชิตป๋ากิลแล้วทำให้กิลกลับมารับใช้เหล่าทวยเทพอย่างที่วางแผนไว้แต่แรก

*ร่างแรกของเอนคิดู ในตำนานไม่น่ารักแต่ใน fate น่ารักนะ ฮืออ

แต่เพราะว่าเอนคิดูไม่มีวิญญาณเป็นของตัวเอง มันก็ยังไม่สามารถคิดเองหรือทำอะไรเองได้ จนกว่าจะได้รับวิธีคิดแบบมนุษย์มา ซึ่งเหล่าทวยเทพก็ประทานให้ในรูปของหญิงสาวที่ชื่อว่า แชมฮัท (Shamhat) เอนคิดูก็ได้ทำการลอกเลียนร่างตัวเองตามแซมฮัท ได้รับทุกอย่างที่แชมฮัทมี นั่นรวมถึงวิญญาณ วิธีการคิดแบบมนุษย์ และการตัดสินใจแบบมนุษย์ ถึงแม้เอนคิดูจะเปลี่ยนร่างเมื่อไหร่ก้ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะชอบใช้ร่างที่เลียนแบบแซมฮัทมาที่สุด

*เอนคิดูหลังก็อปร่างของแชมฮัท

พอได้ทุกอย่างมาแล้วเอนคิดูก็เริ่มปฎิบัติการปราบป่ากิล ซึ่งเขาก็ได้ไปเผชิญหน้ากับกิลกาเมชในเมืองอูรุกเลย เอนคิดูบอกว่า กิลกาเมชต้องได้รับการลงโทษเพราะการกดขี่ประชาชนและการดูหมิ่นเหล่าเทพเจ้า ซึ่งป๋ากิลที่โคตรเทพก็ไม่กลัวอยู่แล้ว เริ่มสู้กับเอนคิดูทันที สู้กันหลายวันหลายคืน พลังของเอนคิดูที่ถูกสร้างมาให้สู้กับกิลกาเมชนั้นก็มหาศาล จนกิลกาเมชผู้ไม่เคยต้องเอาจริงในการต่อสู้มาก่อนรู้สึกตกใจเพราะต้องใช้พลังมากกว่าที่เคย

ทั้งสองสู้กันไม่ยอมเหนื่อย จนกระทั่งป๋ากิลต้องเปิดอัลติ enuma elish ระเบิดจักรวาลเล่นใส่เอนคิดู ป๋ากิลไม่เคยรู้สึกสนุกหรือพอใจอะไรในชีวิตมาก่อนจนกระทั่งได้มาสู้กับเอนคิดูเพราะการที่เขาเป็นราชาหนึ่งเดียวของอูรุก ไม่มีใครการต่อกร ไม่มีใครกล้าหืออือ ทำให้กิลกาเมชนั้นแตกแยกจากทุกคนมาก เขาไม่รู้สึกอะไรต่อใครเลย แต่พอมาเจอเอนคิดูแล้วกิลกาเมชกลับรู้สึกว่ายังมีคนที่คู่ควรและเหมาะสมกับเขาอยู่บนโลกอีก

กิลกาเมชใช้อาวุธทั้งหมดที่มีในคลังสมบัติเพื่อสู้กับเอนคิดู จนสุดท้ายแล้วเอนคิดูก็พ่ายแพ้ไป แต่กิลกาเมชกลับยอมรับเอนคิดูเพราะเป็นคนแรกที่ทำให้เขาต้องเอาจริงในการต่อสู้ได้ กิลกาเมชผู่เหย่อหยิ่งจึงได้ตระหนักว่าตนเองไม่ได้อยู่เหนือทุกสิ่งและได้เริ่มเรียกเอนคิดูว่าเพื่อนหลังจากนั้นเป็นต้นไป หลังจากที่ได้เป็นเพื่อนกับเอนคิดูแล้วกิลกาเมชก็มองโลกในแง่ใหม่ๆมากขึ้น แต่ก่อนทำตัวเลวไปวันๆก็กลายเป็นทำเรื่องมีประโยชน์มากขึ้น

หลังจากนั้น กิลกาเมชกับเอนคิดูก็ได้ไปร่วมผจญภัยด้วยกันมากมาย ไปปราบปิศาจ/สัตว์ประหลาดร้าย และ หลายๆอย่าง ซึ่งหลายครั้งเอนคิดูก็งงว่าทำไมกิลกาเมชถึงออกตามล่าปีศาจพวกนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้มีเทพองค์ไหนสั่งก็ตาม กิลกามเมชจึงบอกว่าที่ทำไปนั้นก็เพื่อไถ่โทษต่อผู้คนของอูรุกที่เขาปกครอง กิลกาเมชจะเลิกกดขี่ประชาชนแต่หันมาปกป้องพวกเขาแทน ซึ่งเอนคิดูพอได้ฟังเหตุผลของกิลกาเมชแล้วเขาก็อุทิศตนเป็นคนรับใช้ของราชาองค์นี้ทันที แต่กิลกาเมชกลับปฎิเสธเพราะเขาไม่ได้เห็นเอนคิดูเป็นคนรับใช้หรือเป็นอาวุธ แต่ว่าเป็นเพื่อนต่างหาก เอนคิดูถือว่าเป็นคนที่มีอิธิพลต่อตัวกิลกาเมชมาก เป็นคนที่เข้าใจความแตกแยกของกิลกาเมช คอยตักเตือนเวลาจะทำผิด และคอยให้กำลังใจเวลากลัว ทำให้กิลกาเมชรักเอนคิดูมากนั่นเอง

หลังจากการผจญภัยครั้งแล้วครั้งเล่ากับเอนคิดู กิลกาเมชก็กลายเป็นราชาที่โด่งดังและร่ำรวยที่สุดบนโลก และได้รับการยอมรับว่าเป็น วีรบุรุษคนแรกของมนุษย์ชาติ จนขนาดเหล่าเทพเจ้ายังต้องยอมรับว่า “เหี้ย แม่งโหดจิง” หล่อ รวย เก่ง แถมกลับใจมาเป็นคนดีอีก ว้าว ในที่สุดก็มีคนมาปิ้งป๋ากิลเข้าจนได้ (แต่ไม่ใช่เอนคิดู ฮืออ) จะเรียกว่าคนก็ไม่ได้ เพราะจริงๆแล้วเป็นเทพี ซึ่งเทพีองค์นี้ชื่อว่า อีชทาร์ (Ishtar) เป็นเทพีแห่งความรักและสงครามของเมโสโปเตเมีย และเป็นเทพีประจำเมืองอูรุก

* อีชทาร์ เวอร์ชั่น Fate

อีชทาร์หลงรักกิลกาเมชหัวปรักหัวปรัมถึงขนาดเป็นฝ่ายขอกิลกาเมชแต่งงานก่อน ฝั่งป๋ากิลก็เอือมเต็มทน เพราะรู้ว่าอีชทาร์นั้นเจ้าชู้มาก (เหยื่อคนก่อนๆบอกต่อมา อิอิ) จึงไม่ยอมรับคำขออีชทาร์ (หล่อขนาดไหน ปฎิเสธได้ยังเทพ) ซึ่งอีชทาร์พอได้รับคำตอบของกิลกาเมชก็หัวร้อนมาก นอกจากที่นางจะเป็นเทพีแล้ว เธอยังเป็นลูกสาวของ อนู (Anu) เทพสูงสุดของเมโสโปเตเมียอีกด้วย

อีชทาร์เลยงอแงไปฟ้องพ่อของเธอ ขอให้ปล่อยวัวแห่งสวรรค์ (Bull of Heaven) ไปลงโทษกิลกาเมช ซึ่งวัวแห่งสวรรค์นี้เป็นสัตว์เทพระดับบอสที่โหดสุดแล้วในตอนนั้น พอปล่อยออกไปก็ไปก่อกวน สร้างความพินาศบนโลกนานถึง 7 ปีก่อนที่ป๋ากิลกับเอนคิดูจะมาปราบได้ในที่สุด โดยใช้โส้ตรวนสวรรค์ (Chains of Heaven) ที่ตอนแรกเอนคิดูถูกให้มาใช้ไปปราบกิลกาเมช แต่ครี่งนี้ใช้จัดการกับปีศาจนั่นเอง ส่วนอีชทาร์ก็แพ้ไป แต่ความพ่ายแพ้ยิ่งทำให้อีชทาร์อับอายและโกรธแค้นยิ่งกว่าเดิม เธอจึงวิ่งไปฟ้องเทพองค์อื่น (อีกแล้วนะมึง) และขอให้จัดการกับเอนคิดูซะ เพราะเขาเป็นคนสังหารสัตว์เทพไป ซึ่งเหล่าทวยเทพก็ถูกใจ (หมั่นหน้าเอนคิดูมานาน ส่งไปฆ่ากิลกาเมช เสือกได้กันแทน)

หลังจากนั้นไม่นาน เอนคิดูก็เริ่มสลายไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นดินเหนียวที่เคยเป็น เริ่มเสียวิญญาณไปทีละนิด กิลกาเมชที่เกลียดเทพเจ้าถึงขั้นยอมทิ้งศักดิ์ศรีไปสวดมนต์อ้อนวอนขอให้ไว้ชีวิตเอนคิดู แต่สุดท้ายเหล่าเทพเจ้าก็ไม่ยอมอยู่ดี ก่อนที่จะสลายไปจนหมด เอนคิดูก็บอกไม่ให้กิลกาเมชเสียใจเพราะว่าเขานั้นมีค่าเป็นเพียงอาวุธที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้เท่านั้น แต่กิลกาเมชก็บอกว่าถึงแม้เอนคิดูจะถูกสร้างมาเพื่อทำร้ายเขา แต่เอนคิดูนั้นก็มีค่าเป็นของตัวเอง ไม่ใช่มีค่าในฐานะอาวุธ แต่มีค่าในฐานะเพื่อนของเขาและค่าของเอนคิดูจะไม่เปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะกิลกาเมชจะยอมมีเพื่อนเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

การตายของเอนคิดูมีผลต่อป๋ากิลมากขนาดทำให้เขาเริ่มออกตามหาความเป็นอมตะ ในช่วงเวลาระหว่างนั้นกิลกาเมชก็เริ่มทรึมเศร้า ความเหย่อหยิ่งก็เริ่มหายไป เขาเดินทางไปเรื่อยๆเพื่อหา ยาอมตะ (Herb of Immortality) จนสุดท้ายก็เจอหลังจากหามาเป็น 10 ปี (นี่เล่าแบบ concise มาก เรื่องจริงโคตรเยอะ5555) หลังจากนั้นกิลกาเมชก็นำยาอมตะเดินทางกลับอูรุกโดยที่ยังไม่ได้ดื่มแต่เก็บไว้ในคลังสมบัติแทน ทว่าเช้าวันต่อมายาก็ได้หายไปแล้ว…

แต่กิลกาเมชก็ไม่ได้โกรธหรือเศร้าอะไร แต่ด้วยเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้กิลกาเมชตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ของตนเอง ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วยังไงความตายก็มาหาอยู่ดี แต่ถึงยังงั้นป๋ากิลก็กลับไปเอายาอมตะที่เหลืออยู่บนโลกมา แต่ไม่ได้เอามาใช้นะ เอามาเก็บไว้ในคลังเท่ๆเฉยๆ 555555 หลังจากนั้นป๋ากิลก็ครองบัลลังค์อูรุกจนถึงวาระแล้วก็จากโลกนี้ไปนั่นเอง

ซึ่งก่อนตายป๋ากิลก็คิดได้ว่า สิ่งที่ควรอยู่ตลอดไปนั้นไม่ใช่ชีวิตของเขา แต่เป็นเรื่องราวของเขาต่างหาก ทำให้เขาตัดสินใจไม่ดื่มยาอมตะในที่สุด สุดท้ายทั้งกิลกาเมชและเอนคิดูก็ได้ตระหนักขึ้นก่อนตัวเองจะตายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ใช่การเป็นอาวุธทำลายล้าง การเป็นอมตะหรือการอยู่เหนือเทพเจ้า แต่เป็นการเป็นมนุษย์ การเป็นเพื่อนที่สำคัญให้กัน และความผูกพันธ์ที่มีให้กันและกันนั่นเองง

สรุปว่าเรียกได้ว่าในจักรวาล Fate นี้ เอนคิดูเป็นคนที่มีความหมายต่อกิลกาเมชมากจริงๆ ขนาดที่ป๋าแกตั้งชื่อท่าปล่อยพลังตัวเองตามชื่อเอนคิดูเลยทีเดียว และในภาค Fate/Zero พอเอล็กซานเดอร์ (Alexander the Great) เสนอให้กิลกาเมชมาเป็นสหายของตน กิลกาเมชก็หัวเราะและตอบกลับไปว่า “ในชีวิตนี้ข้าสัญญาไว้ว่าจะมีสหายเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น”

– Your Name – รีวิว+วิเคราะห์กาวๆ by me — กันยายน 7, 2019

– Your Name – รีวิว+วิเคราะห์กาวๆ by me

Someone dear to me, someone I shouldn’t forget, someone I don’t want to forget.

ทากิ ทาจิบานะ กับ มิตสึฮะ มิยามิซึ พูดถึงอีกฝ่าย

ชื่อเรื่อง : Your Name (Kimi no Na Wa)

ชื่อแปลไทย: หลับตาฝันถึงชื่อเธอ (มันก็ describe เนื้อเรื่องดีนะ55555)

โดย : มาโกโตะ ชินไค (รู้จักลุงเพราะเรื่องนี้แหละะ)

*รีวิวนี้สปอยทั้งเรื่องนะจ้ะะ เพราะเราวิเคราะห์หนังด้วย*

จะเรียก Your Name ว่าเป็นหนังที่ทำให้ลุงชินไคดังพลุแตกตอนปี 2016 เลยก็ว่าได้ (เข้าไทยช้ากว่าประมาณ 4 เดือน แต่พอเข้ามาก็ดังมากๆเพราะมีคนรอ+คนรีวิวดี คนเลยแห่ไปดูตาม) ถึงมันจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบตามที่ลุงแกตั้งเป้าไว้ (ลุงบอกว่าที่จริงยังไม่พอใจกับผลงานนี้) แต่มันก็เป็นหนังที่จะถือว่าเป็นตำนานหนังอนิเมะไปแล้วก็ได้ เพราะถึงเรื่องมันจะกาวมากแค่ไหน (กาวน้อยกว่า weathering อะะ5555) พอเอาภาพ เพลง กับ เสียงพากย์ภาษาญี่ปุ่นที่ใส่อารมณ์เข้าไปสุดๆ มารวมกัน ทุกอย่างมันก็ลงตัวกันมาก และส่งผลกระตุ้นความรู้สึกของคนดูได้มากๆ

ซึ่งในรีวิวหลักๆเลยจะพูดเรื่องตัวละครกับเนื้อเรื่องซักส่วนใหญ่ แต่จะพูดถึงเพลงต่างๆด้วย (จะเป็นแค่ 4 เพลงที่ RADWIMPS ร้องนะ) และภาพ visual ของหนังด้วย (เขียนยาวกว่ารีวิว Weathering เพราะอวยอันนี้55555)

ขอเทียบคร่าวๆกับ Weathering With You หนังใหม่ของลุงก่อนละกัน ส่วนตัวแล้วเราว่าเรื่องนี้ดีกว่า Weathering เกือบทุกทาง คือภาพอาจจะ detail ไม่เท่า Weathering แต่ Your Name มีสีสันที่หลากหลายกว่ามาก เนื้อเรื่องเราก็ชอบ Your Name มากกว่า (น่าจะเพราะเรื่องมันดูโตกว่าและตัวละครดูมีความรับผิดชอบกว่า?5555555) ส่วน soundtrack วัดไม่ค่อยได้เพราะ tone มันต่างกัน ของ Weathering จะแนวๆ upbeat แนวๆ ชวนให้ hype ซะส่วนมาก เพลงของ Your Name จะดูเหมะกับแนว romance กว่าไรงี้ น่ารัก+ซึ้งๆ

จบการบ่น ต่อไปจะพูดถึงเนื้อเรื่องกับ theme เรื่องก่อนละค่อยไป analyse ตัวละคร/เพลง/ภาพที่หลังจ้าาา

*ทะเลาะกันแล้วก็ชอบกันตามสูตร

เกริ่นเรื่องแบบคร่าวๆ

ฉากแรกของเรื่องเลยเป็น monologue ที่สลับไปมาระหว่างพระเอกกับนางเอก กำลังนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 5 ปีก่อนในวันที่ดาวหางตกลงมาจากฟ้า ซึ่งเรื่องทั้งเรื่องหลังจากนั้นคือ flashback นั่นเองงง มีฉากปัจจุบันแค่ตอนเปิดเรื่องและปิดเรื่องแค่นั้นน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อทากิ ทาจิบานะ หนุ่มม.ปลายที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงโตเกียวตื่นขึ้นมายามเช้าเหมือนวันอื่นๆ ทว่าร่างกายของเขากลับกลายเป็นผู้หญิงไปซะแล้ว?! ถ้าจะให้พูดให้ถูกคือร่างไม่ได้กลายเป็นหญิงแต่จิตของเขากำลังสิงอยู่ในร่างของหญิงสาวคนนึงต่างหาก ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็ได้สลับร่างมาอยู่ในร่างของทากิเช่นกัน เหตุการณ์ประหลาดนี้เริ่มขึ้นเมื่อ มิตสึฮะ มิยามิสึ เด็กสาวม.ปลายคนที่ทากิได้สลับร่างด้วยได้ตะโกนขอพรกับฟ้าว่า “ขอให้ชาติหน้าได้ไปเกิดเป็นหนุ่มหล่อในโตเกียวด้วยเถอะค่าาาาาา!” เรื่องปวดหัวของทากิและมิตสึฮะจึงได้เริ่มขึ้น

Theme ของหนัง (ที่เราดูออกนะ55555ขอแบ่งเป็นข้อย่อยๆ)

1. ชีวิตประจำวันของวัยรุ่นญี่ปุ่น

เรื่องนี้เหตุผลที่เราว่ามันน่าสนใจและเป็นที่ประทับใจต่อหลายๆคนเพราะว่า detail เล็กหลายอย่างที่ลุงชินไคใส่เข้าไป ความแตกต่างระหว่าง lifestyle ชีวิตของ ทากิ ที่เป็นเด็กในเมือง ไม่ว่าอะไรก็เร่งรีบไปหมด ตื่นเช้าต้องรีบกินข้าวแล้วขึ้นรถไฟฟ้าไปเรียน ตอนเย็นก็รีบไปทำงานพิเศษต่อ พอมาเทียบกับ มิตสึฮะ ที่เป็นเด็กชนบท ชีวิตเอื่อยๆช้าๆ ไม่ต้องรีบไปเรียน เรียนเสร็จก็เดินกลับบ้านได้บรรยากาศชิวๆ มันดู contrast กัน ซึ่งมันก็มีความน่าสนใจทั้งสองฝ่ายเพราะทั้งคู่เบื่อlifestyleของตัวเองแบบสุดๆ แต่พอมาสลับร่างกันแล้วก็ได้รู้ว่าชีวิตของอีกฝ่ายก้ไม่ได้ดีกว่าตัวเองเท่าไหร่เลย ตัวเอกทั้งคู่นั้นยังเป็นวัยรุ่นอยู่และหนังก็แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างวัยรุ่นในเมืองกับวัยรุ่นชนบทได้เป็นอย่างดี ทากิไปนั่งคาเฟ่สวยๆในเมือง กินข้าวแพงๆได้ (เพราะนางหาตังค์เองนะ) มีแต่ผู้คนเต็มไปทั่วโตเกียว ทุกๆวันก็เจอคนใหม่ๆได้เสมอ แต่เมืองชนบทที่มิตสึฮะอยู่แม้แต่คาเฟ่เล็กๆยังไม่มี ทุกคนในเมืองแทบจะรู้จักกันหมดจนเธอรู้สึกอึดอัด

*มิตสึฮะในร่างทากิคือแดกของดีๆอย่างเดียว เงินทากิช่างมัน

2. การสลับร่าง

ก็ไม่ใช่อะไรหวือหวาในวงการอนิเมะญี่ปุ่น (ในไทยก็มีเมะที่เรื่องมีสลับร่างกันมาก่อนเรื่องนี้) แต่เรื่องนี้ทำออกมาได้ดี เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการสลับร่างกันจริงๆมันมีอะไรให้ปวดหัวกว่าแค่เรื่องชาย/หญิง ไม่ว่าจะเป็นการทำตัวปกติไม่ให้จับผิดได้ตอนที่อยู่กับคนที่อีกฝ่ายรู้จัก style การพูดที่ไม่เหมือนกัน (ส่วนใหญ่จะเพราะทั้งคู่มาจากคนละที่ มิตสึฮะเลยมีสำเนียงชนบทติดมานิดๆ) การปรับตัวให้เข้ากับอีกฝ่ายที่เป็นคนละเพศ ความอยากรู้อยากเห็น (ทากิอยากรู้อยากเห็นบ่อย555555มิตสึฮะที่ว่าเรียบร้อยๆเอาเข้าจริงก็ซนเหมือนกันนะะ) แต่ที่เราชอบที่สุดเลยคือออ การทรงตัว555555 หมายถึงการเดิน การวิ่ง ส่วนสูง ที่แต่ละฝ่ายก็ไม่เคยชินมาก่อน ทากิก้าวขาได้ไกลกว่า บางทีตอนที่ทากิสลับร่างก็เกือบล้มเพราะชินกับการที่ก้าวขาได้ไกลๆ แต่ร่างมิตสึฮะทำไม่ได้ (อันนี้มีออกมาในหนังนิดๆแว้ปๆ แต่อธิบายในหนังสือเยอะ)

*ทากิในร่างมิตสึฮะจะมัดผมแบบนางไม่เป็น เลยมัดเป็นทรงหางม้าแทน

3. โชคชะตา

โชคชะตามีอยู่จริงในหนังเรื่องนี้และธีมที่พูดกันบ่อยๆและสังเกตเห็นได้ง่ายสุดของเรื่องนี้เลยคือ concept ของโชคชะตาที่(จะงงๆนิดนึง5555)ถูกแสดงออกมาให้เห็นเป็นตัวเป็นตนในลักษณะของเส้นด้ายสีแดงที่ตอนแรกมิตสึฮะเอาไว้มัดผมแล้วส่งต่อมาให้ทากิ ซึ่งทากิก็ทำเป็นกำไลข้อมือใส่ติดตัวมาเสมอ แม้จะจำไม่ได้ว่าใครให้มา แต่เป็นเครื่องเตือนใจในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ (สำหรับคนดูหลายๆคนและพระเอกกับนางเอกคือเพื่อให้นึกถึงคนที่ตัวเองรักแต่จริงๆแล้วดวงชะตามีแผนที่ scope ใหญ่กว่านั้น) โชคชะตาของสองคนนี้เหมือนจะเป็นการช่วยคนในเมืองอิโตโมริ (เมืองของมิตสึฮะ) จากสะเก็ดดาวหางที่จะตกลงมา ซึ่งทั้งคู่ก็ทำสำเร็จตามที่ถูกกำหนดไว้ แต่ทั้งคู่ดันตกหลุมรักกันนี่สิ เป็นสิ่งที่ชะตาไม่ได้ลิขิตไว้ สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือการที่ทากิได้รู้เรื่องของมิตสึฮะแล้วไปช่วยเมืองของนางจากเหตุการณ์ร้ายแค่นั้น แต่ทั้งสองก็ยังยืนหยัดสู้กับโชคชะตาที่ไม่ยอมให้ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน จนในที่สุดก็สามารถเอาชนะได้ (เหมือนการสู้กับโชคชะตาจะเป็น theme ในหนังใหม่ๆของชินไค ใน weathering ก็คล้ายๆกัน) จากที่เราดูเหมือนจะมีชะตา 2 แบบ คือที่ถูกกำหนดไว้แล้ว กับ ที่ ทากิกับมิตสึฮะสร้างขึ้นเอง หนังเหมือนจะบอกว่าด้ายสีแดงพอให้ใครไป จะผูกชะตาเขากับเราไว้ อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ที่ทำให้ทากิกับมิตสึฮะโคจรมาพบกันอีกครั้ง เป็นสิ่งที่โชคชะตาก็ไม่ได้วางแผนไว้+กับการที่ทากิดื่มสาเกคุจิคามิ ที่มิตสึฮะทำ เลยเชื่อมโยงทั้งสองคนเข้าด้วยกัน (ทั้งด้ายแดง ทั้งดื่มสาเก มึงรวมร่างกันเลยก็ได้นะ)

4. ความฝัน ความทรงจำ และความรู้สึก

เป็นธีมที่ถูกแสดงออกมามากที่สุด ความฝัน คือสิ่งตัวละครในเรื่องพูดถึงเมื่อสลับร่างกัน การสลับร่างมักถูกเปรียบว่าเป็นเหมือนความฝัน ฉากเปิดตอนเรื่องเริ่มที่ดาวหางกำลังลอยผ่านซีนไปอย่างช้าๆก็ถูกเปรียบโดยทากิและมิตสึฮะว่า “ราวกับเป็นฉากในความฝัน” ทั้งนี้แล้วความฝันนั้นมักจะเลือนหายไปตอนที่เราตื่น ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองหลับไปในร่างของอีกคน พอตื่นขึ้นมาก็จำอะไรแทบไม่ได้ ต้องใช้โน็ตคอยจดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอาแทน ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ตอนช่วง climax ของเรื่องผ่านไปแล้ว ทากิกับมิตสึฮะก็เลิกจดโน๊ตไว้ให้กันเพราะไม่ได้เกิดการสลับร่างกันขึ้นอีก แต่ว่าถึงแม้ความฝันและความทรงจำของฝันนั้นจะหายไป แต่ความรู้สึกยังคงอยู่ เป็นเหตุผลที่ทากิไม่เขียนชื่อตัวเองลงบนฝ่ามือของมิตสึฮะ ในขณะที่นางเขียนชื่อตัวเองบนมือทากิตอนคาทาวาเระ โดคิ เพราะทากิรู้ว่าจำชื่อไปยังไงก็ลืมกันอยู่ดี แต่เลือกเขียนว่า “ฉันรักเธอ” เพราะความรู้สึกนั้นจะอยู่ไปตลอด อยู่ต่อมาตลอด 5 ปีที่ห่างกัน “มันเหมือนกับว่าผมกำลังตามหาคนคนนึงหรือสิ่งสิ่งนึงมาตลอด” ทากิกล่าว ส่วนมิตสึฮะก็ยังมีความรู้สึกนั้นอยู่เช่นกัน เธอบอกในฉากเปิดเรื่องว่า “ตอนเช้าของทุกวันตอนที่ตื่นมา ฉันมักจะพบว่าตัวเองกำลังร้องไห้” เพราะว่าถึงแม้ความทรงจำของอีกฝ่ายจะหายไปหมดแล้ว แต่ความรู้สึกหวงหายังคงอยู่ในใจของทั้งสองนั่นเองง (น้ำเน่าชิบหายย แต่น่ารักดีน้ะะะ55555) ซึ่งลุงชินไคเค้าชอบจับตัวละครเอกมารักกันแล้วค่อยแยกกันที่หลัง (ลุงแอบจิตนิดๆละ5555) เพราะจะพิสูจน์ให้ดูว่าถึงแม้จะอยู่ห่างกันแค่ไหน คนเราก็ยังเก็บความรู้สึกของอีกฝ่ายไว้ได้อยู่ดี บางทีอาจะทำให้รักกันมากขึ้นด้วยซ้ำ จะ summarize ด้วยประโยคเดียวได้คือ “not separation but connection” (ไปเจอมาจากคลิป analyse หนังของลุงชินไค มันก็ตรงกะธีมหนังลุงแกจริงๆ)

ตัวละคร

ขอพูดถึงแค่พระเอกกับนางเอกเหมือนเดิมม ตัวอื่นจำได้นะ แต่บทไม่มีไรมาก (ยกเว้นรุ่นพี่โอคุเดเระ ตอนเดทกับ ทากิ แอบมีบทเยอะนิดนึง กับ คุณยายของมิตสึฮะ คอยอธิบายเรื่องตำนานต่างๆ) ส่วนใหญ่มา support เรื่องให้มันเดินต่อลื่นๆเฉยๆ

  • ทากิ ทาจิบานะ

เป็นเด็กหนุ่มม.ปลาย(อีกแล้ว)อาศัยอยู่ที่โตเกียว เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ชีวิตทากิก็ยุ่งๆเช่นกัน อย่างที่ว่าไปในธีมเรื่องชีวิตวัยรุ่น ทากิต้องรีบตื่น รีบทานข้าวเพื่อไปขึ้นรถไฟไปเรียนเหมือนเด็กๆคนอื่นในโตเกียว พอเรียนเสร็จก็มาทำงานพิเศษหาเงินต่อ ทากิ ไม่ได้หล่อแบบเวอร์แต่ก็ไม่ได้กาวอ่ะ (ไม่เอ๋อแบบบักห่าโฮดากะของ weathering ละกัน555) ก็ป๊อปๆนิดนึง เล่นบาสเก่ง ชอบวาดรูปเป็นงานอดิเรก ส่วนใหญ่จะวาด landscape แบบตึกกะวิว นิสัยของทากินั้นถูกอธิบายว่าเป็นคนจิตใจดี มีความกล้าหาญ แต่หัวร้อนง่าย (อันนี้รุ่นพี่บอก) ทากิตอนแรกน่าจะปลื้มรุ่นพี่แต่พอสลับร่างกะมิตสึฮะเลยไปรักนางเอกแทน สรุปรุ่นพี่ดูออกว่านางไม่ได้ชอบแล้วทากิเลยโดนเทซะงั้น55555555 ความกล้าหาญของทากิโดนแสดงออกโดยการที่เขาไม่กลัวที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดคนเดียวเพื่อไปหามิตสึฮะ (แต่มันไม่ได้บ้าหนีตำรวจแบบโฮดากะไง:/) แต่สุดท้ายก็มีเพื่อนๆ tag along ไปด้วย (รุ่นพี่เพิ่งเทนางมาสดๆ ดันเสนอตัวไปด้วย ทากิงงเลย) สรุปก็เป็นเด็กหนุ่มที่มีความกล้า แต่ไม่ได้บ้าบิ่น hot-headed นิดนึงตามประสาเด็ก 17 (นางรำคาญมิตสึฮะบ่อยตอนสลับร่าง) รวมๆก็ไม่ได้มีอะไร unique มาก ก็ real ดีเพราะมันสามารถผ่านแบบเป็นคนปกติได้อ่ะ ไม่ใช่เวอร์จนรู้ว่ามาจากเมะแน่ๆ ไม่ได้ stand out ไรเกินหน้าเกินตา แต่ก็ไม่ได้น่าเบื่อ เป็นพระเอกที่โอเค natural ดี

*ตังค์หมดตัวเพราะมิตสึฮะเลยต้องมาซดราเมงข้างทางสินะ
  • มิตสึฮะ มิยามิสึ

นางเอกจะออกแนวๆเด็กเรียบร้อยนิดนึง เพ้อฝันชีวิตในโตเกียวบ่อยตอนช่วงแรกๆที่ยังไม่เริ่มสลับร่าง ตามประสาเด็ก 17 อ่ะนะ (เหมือนทากิ5555) นางโตมากับครอบครัวที่เข้มงวดแล้วตัวนางเองก็ยังต้องรับหน้าที่เป็นมิโกะประจำศาลเจ้าของเมืองอีก ความคาดหวังของหลายๆคนในตัวเธอจึงสูง ทำให้เธอทำเรื่องอะไรพลาดไม่ได้เลย (ไม่งั้นโดนด่าเละ) ชีวิตก็อึดอัดนิดๆรันทดหน่อยๆตามประสานางเอกชินไค (ลุงแกแบบวางสูตรไว้แล้วว่านางเอกทุกคนแม่งต้องชีวิตแย่) แต่ไม่ได้แย่ขนาดฮินะของ weathering อ่ะ ตอนอยู่บ้านจะคอยทอด้ายกับยายและน้อง ด้ายสีแดงที่ให้กับทากิ นางก็น่าจะเป็นคนทอเอง มิตสึฮะเก็บกดเยอะ ระบายได้แค่กับเพื่อนสนิทเท่านั้น แต่พอได้สลับร่างกับทากิก็มีคนระบายเพิ่ม เลยหายเครียดไปนิดนึง ส่วนใหญ่มีปัญหากับพ่อ เพราะพ่อทิ้งครอบครัวไปเป็นนักการเมือง (เป็นอาชีพที่คนในเมืองไม่ชอบ) มิตสึฮะเห็นเงียบๆแต่มีคนปลื้มเยอะเหมือนกัน ก็ป้อปพอๆกับทากิ รู้สึกว่ามิตสึฮะจะป้อปกว่าด้วย (มีผญ.มาสารภาพรักด้วยแหน่ะ) เป็นคนเด็ดเดี่ยวกล้าติดสินใจ ไปตามหาทากิถึงโตเกียว สุดท้ายทากิจำไม่ได้ เวร55555 ชีวิตอึดอัดส่วนใหญ่เพราะอยู่ในเมืองชนบท มีแต่คนรู้จักเธอเลยไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย มีแต่คนคาดหวัง ไปไหนก็มีคนทัก ตอนแรกทำหน้าที่ในศาลเจ้าก็ดังอยู่แล้ว พอพ่อนางออกมาเป็นนักการเมืองยิ่งดังขึ้นอีก (โดนเพื่อนล้อบ่อย น่าสงสารรรร) มิตสึฮะก็เหมือนๆทากิ ดู real ดีไม่ unique มาก ไม่ได้ standout เกินไป แต่ก็นิสัยน่ารักมุ้งมิ้งดี บทจะลุกขึ้นมาสู้ก็ทำได้ ทำหน้าที่นางเอกผ่านเซม

*หนูอยากเกิดเป็นหนุ่มหล่อในโตเกียวค่ะ

Relationship พระเอกนางเอก

พูดตรงๆเลยว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้เป็นอะไรที่ larger than life อ่ะ มันปาฎิหารย์อุบัติรักข้ามพิภพจักรวาลและกาลเวลาอะไรประมาณนั้น55555 คือแค่เริ่มมาด้วยการที่รู้จักกันได้เพราะสลับร่างกันก็เวอร์ละนะ ทากิแม่งย้อนเวลาไปช่วยมิตสึฮะจากดาวหางตกนี่คือสุดๆไปเลยแกก แบบมันเป็นอะไรที่เกินจริง แต่การแลกเปลี่ยนของตัวละครนั้นกลับสมจริง คือเหมือนเด็ก 17 สองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนโดนบังคับให้อยู่ด้วยกัน ตอนแรกก็ทะเลาะกันเพราะคิดไม่ตรงกัน แต่ก็เปิดใจเข้าหากันทีละนิด จนเริ่มเข้าใจปัญหาของอีกฝ่าย สุดท้ายก็เริ่มชอบกันโดยไม่รู้ตัว ความรักของมิตสึฮะกับทากิเรียกว่าเป็น soul mate เลยก้ได้ มันต้องอยู่ด้วยกันตั้งแต่แรกแล้วอ่ะ ไปเจอคนอื่นก็ไม่ลงเอยกัน (โดนรุ่นพี่เท….) ในที่สุดก็ต้องโคจรมาอยู่ด้วยกัน แต่เรื่องนี้ขอติอย่างนึงคือชอบกันง่ายเกินอะะ55555 คือทากิกับมิตสึฮะแทบจะไม่ได้แสดงออกอะไรเลยว่าชอบอีกฝ่ายตอนกลางๆเรื่อง แต่พอบทจะต้องไปช่วยนางเอกนี่ ทากิสู้ตายเลย5555 มิตสึฮะตอนได้เจอทากิตัวจริงก็ร้องไห้ซึ้ง คือมึงรักกันตอนไหนหนังมันไม่เคลียร์ไงงง (ในหนังสือมันเล่าแต่ในหนังน่าจะเวลาไม่พอ) คือคนดูต้อง assume ว่าการที่สลับร่างกันไปมาเนี่ย มันก็ตกหลุมรักกันตอนนั้นแหละ ซึ่งมันไม่ใช่วิธีเล่าเรื่องที่ effective เท่าไหร่ แต่ตอนดูเราก้แบบ เออๆ มันน่ารักกันทั้งคู่ เพลงเพราะ เลยลืมเรื่องนี้ไป

*ตามมาหาทากิถึงโตเกียวเลยนะเออ

แต่จะให้พูดว่าซึ้งรีปล่าว มันก็ซึ้งนะ คือธีมกับคอนเซ็ปมันอะซึ้ง การที่คนสองคนจะต้องทนลำบาก โดนแยกกันแม้จะอยากอยู่ด้วยกันแค่ไหน เวลาผ่านไปกี่ปีความรู้สึกรักก็ยังอยู่ สุดท้ายมาเจอกันแม้จะจำกันไม่ได้ก็ยังรักกัน (น้ำเน่าเกินละ พอ) แต่ก็อย่างที่ว่า มันขัดกับการที่หนังไม่ยอมโชวเลยว่าตัวเอกสองคนรักกันตอนไหน มันช้ามมาตอนที่รักกันแล้ว เหมือน sequence เปนแบบ แนะนำตัวละคร > ตัวเอก 2 คนเริ่มรู้จักกัน > กุรักเค้ากุยอมตายเพื่อเค้า ไรประมาณเนี้ย เวลา develop มันไม่พออ

ฉากซึ้งๆที่สุดก็คงเป็นตอนที่ทากิกับมิตสึฮะกล่าวถึงอีกฝ่ายตอนที่โดนแยกจากกันหลังจากคาทาวาเระ โดคิ พวกเขาเรียกอีกฝ่ายว่า “คนที่สำคัญ คนที่ไม่ควรจะลืม คนที่ฉันไม่อยากลืม” เพราะว่าตัวเองนั้นจำชื่ออีกฝ่ายไม่ได้แล้วแต่พยายามนึกหา ฉากต่อมาที่ทำเราเกือบร้องในโรง (พอดีอั้นไว้ได้5555) คือตอนที่มิตสึฮะล้มตกบรรไดบาดเจ็บแล้วนึกถึงคำพูดที่ทากิบอกว่าให้เขียนชื่อกันและกันบนฝ่ามือจะได้ไม่ลืม แต่พอนางเปิดมือมาดันกลายเป็นคำว่า “ฉันรักเธอ” ไม่ใช่ชื่อทากิ ตอนนั้นคือเพลงก็ build ภาพก็สวย มิตสึฮะร้องไห้แต่รวบรวมกำลังลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งต่อเพื่อไปช่วยเมือง พอจบฉากนั้นตัดไปเป็นฉาก climax ของเรื่องทันทีคือดาวหางตกหลังจากที่มิตสึฮะช่วยคนในเมืองไว้แล้ว คือเป็นฉากที่จะบอกว่าประทับใจที่สุดในเรื่องเลยก็ได้

ส่วนฉากสุดท้ายที่จะพูดถึงคือฉากในปัจจุบันตอนจบ ที่ทั้งคู่ลืมกันไปนานแล้ว (5 ปี) ทากิกับมิตสึฮะก็นั่งรถไฟฟ้ากำลังจะไปทำงาน (ซึ่งรถไฟฟ้าก็มี symbolism ของมันนะ หมายถึงกำลังเดินทางไปที่ใดที่หนึ่ง แต่ในฉากนี้คือจะถึงจุดหมายแล้ว เรื่องนี้ symbolism เยอะมาก ขก.เขียน5555) ส่วนใหญ่ใช้ scene ที่ใช้ไปในตอนเปิด แต่ตอนนี้เรารู้เรื่องราวของทั้งสองแล้ว เลยมี impact กว่าเดิมมาก เพลง Nandemonaiya ของ Radwimp ก็กำลังเล่นอยู่ จนไปถึงท่อนที่กำลังจะเริ่มร้องนั่นเองที่ ทากิกับ มิตสึฮะ หันหน้าไปเจอกันผ่านกระจก เหมือนมีกำแพงบางๆมากั้นอยู่อย่างนั้น แค่นั้นแหละ รู้เรื่องเลย แม่งวิ่งลงรถไฟกันไม่ทันเลย55555 วิ่งกันรอบเมืองเพื่อตามหากันทั้งๆที่จริงๆแล้วก็จำกันไม่ได้ ตอนจบก็มาเจอกันที่บรรได ทั้งสองก็ยังไม่กล้าทักกันเพราะต่างคนก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้า ทากิรวบรวมความกล้าได้ก็ถาม มิตสึฮะว่า “นี่เราสองคนเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า” มิตสึฮะก็ตอบว่า “ชั้นก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”แล้วทั้งคู่ก็พูดพร้อมกันว่า “งั้นชั้น/ผม ขอถามชื่อของคุณได้มั้ย”ตามชื่อหนังเลยยยย TwT หนังก็ไม่ได้ตัดจบ แต่ pan กล้องขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมเพลงประกอบ จบแบบช้าๆอย่างสวยงาม

*เวลาเจอคนที่ไม่จ่ายค่าแดกข้าว/เจอเจ้าหนี้ที่ติดเงินกินข้าวไว้ หน้าก็ประมาณนี้แหละ

Visual

Your Name เป็นหนังเรื่องแรกที่ดูแล้วรู้สึกว่า “เห้ย หนังเรื่องนี้มันภาพสวยชิบหายยยย” คือไม่เคยดูอนิเมหรือการ์ตูนเรื่องไหนที่ภาพใส ชัด และ คมขนาดนี้ (อวย555555) ถึงหนังเรื่องใหม่ของลุงชินไคแบบ Weathering With You จะทำภาพสวยกว่า เล่นมุมกล้องและมิติได้ดีกว่า แต่ Your Name มีความหลากหลายในการใช้สีมากกว่า ในขณะที่ Weathering นั้นมี tone สีน้อยมาก ทั้งเรื่อง Your Name เป็นเรื่องที่มี tone เยอะ แบบ มีฉากกลางคืน ตอนเช้า ตอนพระอาทิตย์ตก ตอนกลางวันฟ้าสดใส ตอนฝนตก มีฉากในเมือง ในป่า และ ชนบท เลยมีการใช้สีที่เยอะกว่าและสร้างสรรค์กว่า detail ในแต่ละจุดก็ไม่ได้ด้อยกว่าเรื่องอื่น (ไม่เชื่อไปดูฉากทำอาหาร เห็นแล้วหิวข้าวว) animation ตัวละครและฉากก็ทำได้ลื่นดี มีไม่กี่ตอนเท่านั้นที่รู้สึกขัดๆหรือไม่เข้าพวก สรุปเลย ภาพสวย

Soundtrack

Soundtrack ทุกชิ้นก็เพราะแหละ แต่ถ้าฟังแบบไม่มี context อาจจะไม่อินเท่าไหร่ พอจับมาใส่กับฉากในเรื่องถึงจะเข้ากันได้ดี ทำหน้าที่ได้ดีเลย มี soundtrack 2 อันที่ชอบมากคือ “Theme of Mitsuha” ที่จะเริ่มด้วยเปียโนช้าๆ แล้วตามมาด้วยไวโอลิน ฟังแล้วจะรู้สึกเศร้าๆเหงาๆโดยไม่มีเหตุผล เหมือนกำลังรอใครอยู่ (ในเรื่องมิตสึฮะก็รอทากิอยู่55555) ส่วนอีกอันคือ “Kataware Doki” ที่เล่นตอนพระเอกกับนางเอกได้เจอกันตัวเป็นๆครั้งแรกโดยไม่ต้องสลับร่าง เพลงเริ่มด้วยไวโอลินที่ build มากๆ55555 ฉากก็ตัดจากหน้าทั้งสองคนหันมาหากันช้าๆ แล้วเปลี่ยนเป็นถ่าย full-body shot สองคนยืนอยู่ตรงหน้ากัน เปียโนเริ่มเล่นเป็นจังหวะของเพลง Dream Lantern เพลงเปิด รวมๆแล้ว ost. ผ่าน

ต่อไปจะเป็น 4 เพลงที่ Radwimps ร้องนะจร้ะ

  • Dream Lantern

“และต่อจากนี้ไป คำพูดเหล่านั้นคือสัญญา”

เป็นเพลงเปิดที่ทำหน้าเหมือนเพลงเปิดตอนตอนนึงของอนิเมะที่ฉายเป็นตอนๆอ่ะ แต่เข้ากับฉากเปิดได้ดีมาก เพลงเริ่มบรรเลงช้าๆ อารมณ์เหมือนกำลังอยู่ในความฝัน เริ่มทันทีที่ทากิกับมิตสึฮะนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 5 ปีก่อน หลังจากที่ทากิกับมิตสึฮะพูดประโยคเปิดสุดท้าย Title ก็ขึ้นแล้วก็เริ่มร้องเพลงทันที รวมๆแล้วเป็นเพลงเปิดที่ทำให้อยากนั่งดูต่อ

  • Zen zen zense

“เรื่องราวของเราเกิดขึ้นเมื่อหลายปีแสงก่อน ก่อนที่ชั้นจะรู้จักเธอซะอีก”

เริ่มเล่นตอนกลางของเรื่อง ก่อนเรื่องจะเริ่มดราม่า ยังคงความสดใส ร่าเริงเป็น tone เรื่องอยู่ เล่นตอนช่วงที่ทากิกับมิตสึฮะใช้ชีวิตสลับร่างกันบ่อยๆ เพลงเล่นพร้อมฉาก montage ชีวิตประจำวันของทั้งคู่ที่ใช้อยู่ในร่างของอีกฝ่าย ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นตามเนื้อเรื่อง แบบ อยากรู้ว่าสองคนนี้ตกลงมันจะลงเอยกันยังไงกันแน่วะ55555 ทำให้คนดู hype กับเรื่องมากมาย

  • Sparkle

“คำว่า โชคชะตานั้น ตอนนี้พวกเราหลุดพ้นจากมันแล้ว”

อมก. เพลงนี้คือเพลงพีคสุดของเรื่องนี้แล้วว เป็นเพลงช้าๆ ที่ build ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆๆ จนถึงท่อนฮุกของเพลงที่ระเบิดออกมาแบบสวยงาม (อวยเวอร์มะ) เนื้อร้องก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น จะเน้นแบบเป็นเพลงที่สวยๆ เพลงอยากให้รู้สึกถึงตัวละครที่ทั้งคู่พยายามนึกถึงอีกฝ่ายอยู่ พอท่อนฮุกมีดาวหางมานี่คือ โอ้ววววววว ดีงามมม

  • Nandemonaiya

“พอกันทีกับการพลัดพรากจาก จบเสียทีเกมของกาลเวลา”

เพลงจบของเรื่่องนี้ที่มี 2 แบบที่ใช้ในหนังคือเวอร์ชั่น movie edit ที่ตัดเนื้อร้องไปเยอะมากและมีท่อนที่ไม่อยู่ในเพลงเต็ม เพราะต้องทำให้เพลงเข้ากับฉากที่กำลังเล่นอยู่ กับ เพลงเต็มที่เล่นตอนฉากจบที่กล้อง pan ขึ้นไปบนฟ้าแล้วร้องยาวยัน credit จบ เป็นเพลงช้าๆ ท่อนฮุกก็ยังช้า เหมือนเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับพระเอกนางเอกหลังจาก climax ของเรื่องเล่ามาจนในที่สุดก็ได้เจอกันซักที

*ลุงชินไคทำหนังเมื่อไหร่ Radwimps มาจอยเมื่อนั้น

สรุป + ให้คะแนน

ถึงเราจะอวยเรื่องภาพกับเพลง แต่เรื่อง story ก็มีปัญหาเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะ relationship ของมิตสึฮะกับทากิที่มันไม่โชว์ development ถึงโชว์ก็โชว์น้อยมาก แต่ก็นะ ถ้ารวมๆทุกอย่างแล้วเรื่องนี้ก็ขึ้นหิ้งได้เลยแหละ คุ้มเงินมาก ภาพสวย เพลงเพราะ เรื่องมี plot hole เยอะหน่อย (เราไม่ได้พูดถึงมากไม่งั้นใช้อีก 5 paragraphs) แต่ก็เป็นหนัง romance ที่ทำให้ซึ้งได้ดี ไม่งั้นมันคงไม่ดัง55555 ถึงจะมีคนเห่อเยอะ อวยเกินเหตุ จนทำให้บางทีก็รู้สึกว่าแบบ “กุก็ไปดูมามันก้ไม่ได้ขนาดนั้นนะ” แต่เอาเข้าจริงๆพอวิเคราะนู่นนี่แล้วปฎิเสธไม่ได้ว่ามันดีจริง

เพลง: 9/10 เพราะะะ ใส่เข้ากับฉากได้ดี และ lyric ตรงกับเรื่อง เพลงไม่เยอะเท่า Weathering With You เลยรู้สึกว่าเรื่องมัน flow ได้ดีกว่า เพลงไม่ขัดเนื้อเรื่อง

ภาพ: 9/10 ใครว่าไม่สวยคือมึงอคติแล้วหล่ะ ติดตรงนึงบางทีวาดตัวละครจากไกลๆแล้ว detail หายเยอะ55555 กะมีฉากบางฉากที่ภาพ background ไม่ smooth เท่าตัวละคร นอกนั้นดีเริ่ด

เนื้อเรื่อง: 7.5/10 เอาจริงๆมันเดินเรื่องสนุก แต่ plot hole เยอะ บางทีเล่าเรื่องสับสนไปนิด แต่ก็เป็นหนัง romance ที่ซึ้ง พระเอกกับนางเอกอาจจะไม่ได้ interact กันซึ่งๆหน้าแต่ก็รู้สึกเป็นความสัมพันธ์ที่น่ารักดี

Final Verdict: 9/10

อาจจะเยอะไปหน่อย แต่แค่ภาพกับเพลงบวกกันก็จะให้เกือบเต็มแล้วอ่ะ เนื้อเรื่องแอบมึนนิดๆเลยถ่วงคะแนนลงไป รวมๆแล้วหนังดี ดูได้ทุกวัย ถ้าดูคนเดียวจะเหงาหน่อย55555

– Weathering with You – รีวิวกาวๆ by me — กันยายน 5, 2019

– Weathering with You – รีวิวกาวๆ by me

Who cares if we don’t see the sun shine ever again? I love you more than any blue sky.

โมริชิมะ โฮดากะ เด็กหนุ่มม.ปลายติดเมีย

ชื่อเรื่อง : Weathering With You (Tenki no Ko)

ชื่อแปลไทย : ฤดูฝัน ฉันมีเธอ (ทีมแปลเดียวกับหลับตาฝันถึงชื่อเธออ่ะแหละ)

โดย : มาโกโตะ ชินไค (ลุงคนเดียวกันกับที่ทำ Your Name)

*มีสปอยเยอะนะจ้ะ เอาจริงๆก็ทั้งเรื่อง*

เอาจริงๆคือตามคนสร้างเรื่องนี้ (คือลุงชินไค) มาตั้งแต่เค้าทำ Your Name แล้ว คือรู้สึกว่าอะไรที่ลุงแกทำคือมันดีไปหมด ภาพก็สวย เพลงเพราะ แต่เรื่องอาจจะมึนๆนิดนึง แต่พอเอาทุก elements มารวมกันแล้วมันก้ เออ ดีหว่ะะะ ลุงแกทำอย่างงี้ได้ทุกเรื่องเลย ขนาด Your Name มี plot hole เต็มไปหมด มันยังดังได้เพราะภาพกับเพลงมาผสมกันทำให้คนลืมว่าเนื้อเรื่องมันเมาแค่ไหน (เราบ่นว่ามันเมาแต่เราก็ซึ้งนะ5555555555)

ซึ่งเราจะเทียบเรื่องนี้กับ Your Name บ่อยหน่อยเพราะมันคล้ายๆกันในหลายๆจุด หลักๆเลยคือ

1.) นางเอกมีพลังเหนือธรรมชาติ (ของ Your Name นางขอพรแล้วสลับร่างกับพระเอก ของ Weathering นางขอพรแล้วฝนหายตก)

2.) พระเอกเป็นเด็กหนุ่มม.ปลายธรรมดา เด่นที่ตรงหนีออกจากบ้านมาโตเกียวเนี่ยแหละ(ของ Your Name เป็นเด็กโตเกียว ของ Weathering เป้นเด็กต่างจังหวัด แต่เอาจริงๆ ทั้งสองเรื่องเหมือนกันชห. แค่สลับกันเพราะใน Your Name นางเอกมาจากต่างจังหวัดแทน)

3.) พระเอกในช่วง climax ของเรื่องก็ต้องไปช่วยนางเอกจากภัยร้ายตามสูตร (เบื่อแล้ว plot แบบนี้ ขอสลับ role ยังดีกว่านี้นะลุง :/ )

เคร บ่นพอละ มา analyse เรื่อง+ตัวละครต่อกันเลยย

ฮินะร่าเริง โฮดากะเอ๋อแดก

อยากเริ่มสรุปเรื่องคร่าวๆก่อน ซึ่งจะกล่าวถึง โมริชิมะ โฮดากะ เด็กหนุ่มอายุ 16 ที่หนีออกจากบ้านเกิดบนเกาะนึงในญี่ปุ่น (ที่หนังแม่งก็ไม่บอกว่าเกาะอะไร เห็นแค่ flashback แวปๆ) มาขึ้นเรือไปหางานถึงโตเกียว เมืองหลวงที่ตอนนี้เต็มไปด้วยฝนตกหนักต่อกันมาหลายวันแทบทุกพื้นที่ของเมือง แต่เมื่อโฮดากะได้ไปพบกับ อามาโนะ ฮินะ นางเอกที่มีความลับอะไรบางอย่าง (นางพนมมือขอพรแล้วไล่ฝนได้) ชีวิตของบักโฮดากะก็เปลี่ยนไปตลอดกาล (ชีวิตพังอ่ะว่าง่ายๆ)

ซึ่งจะไม่สปอยตอนจบ แค่จะบอกว่ามันจบแบบลุงชินไค (อีกแล้วนะมึงลุง) ลุงแกก็ชอบรังแกคนดูเหลือเกินนนน จะให้จบแบบคนดูกระจ่างไม่ได้ไงวะลุง

ส่วนของตัวละครขอพูดถึงแค่พระกับนางละกัน ตัวอื่นขก.จำ (แต่ตัวละครก็มี back-story ดีนะ มีตัวนึงbackstoryดีกว่าพระเอกอีก..) จะกล่าวถึงคนแรกคือออ บักโฮดากะนั่นเองง

พระเอก ฮาโดกะ เป็นคนที่ลึกลับ แต่ก็อบอุ่นและมีความไร้เดียงสาพอตัว (เอาจริงๆเข้าข่ายเป็นเด็กเอ๋อ) เปิดเรื่องมาคือไม่รู้เลยว่านางเป็นใครมาจากไหน รู้แค่ว่ามันจะไปโตเกียว พอไปถึงปุ้ปก็รู้เรื่องเลย ไม่ได้เตรียมตัวห่าอะไรมาเลยบักโฮดากะ มีตังค์จ่ายค่าโรงแรมอยู่ 2-3 วันแล้วไปนอนข้างถนนเอา555555 จำได้ว่ารู้สึกสงสารแต่ขำมันมากกว่า5555 แต่แค่ดูก็รู้ว่าโฮดากะจริงๆแล้วเป็นคนดี ดีเกินไป น่ารำคาญ คือใสซื่อมากกกๆๆ จนอดนึกไม่ได้ว่านี่เด็ก 16 หรือ เด็ก 10 ขวบ แต่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ดูน่ารักใสๆเอ๋อๆดี พอเรื่องเริ่มเดินไปช่วงกลางๆแล้วนางเจอกะนางเอกแล้ว จะเห็นได้ว่าโฮดากะติดเมียมาก ติดมากๆ ติดจนแม่งจะหนีตำรวจตายห่าเพื่อไปหาเมีย(ที่แม่งไปหลับอยู่บนเมฆ) แต่เวลาอยู่ด้วยกันก็รู้สึกว่าโฮดากะรู้สึกปลื้มในตัวฮินะ(นางเอกก็เป็นคนดี้ดีอีกคน)และรักนางมาก(เกินไป) โดยรวมแล้วก็มุ้งมิ้งดีพระเอก ติดอย่างเดียวทำห่าไรไม่ได้เลย แหกปากว่าอยากเจอฮินะอย่างเดียว

“สาวฟ้าใสตัวจริง 100%!?” – บักโฮดากะตอนฮินะโชว์เหนือไล่ฝนให้ดู

ทางด้านนางเอก ฮินะ มีหน้าที่เป็นมิโกะไล่ฝน (มิโกะเปนแบบหญิงสาวประจำศาลเจ้าไรประมาณนี้เราก็ไม่ค่อยเก็ท5555) แต่มีชื่อเล่นน่ารักๆว่า สาวฟ้าใส (sunshine girl) ที่พวกโฮดากะตั้งให้ ซึ่งในระหว่างที่โฮดากะจะเป็นคนแนวเพ้อฝันและจินตนาการสูง ฮินะจะเป็นแนว realist คือเชื่อในความจริงของชีวิตประจำวันมากกว่า (ก้คือฮินะโตกว่าอะแหละ) ทั้งๆที่ความจริงแล้วฮินะอายุน้อยกว่าโฮดากะ แต่พอทั้งคู่อยู่ด้วยกันจะรู้สึกว่าฮินะมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า หลักๆน่าจะมาจากเหตุที่ว่า พ่อกับแม่นางเสียไปแล้ว ทำให้นางต้องเลี้ยงน้องชายวัยประถมกับตัวเองเพียงคนเดียว (ลุงชินไคชอบให้นางเอกชีวิตรันทด) เธอเลยต้องหางานทุกอย่างที่ได้เงินเยอะเพื่อมาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งมีช่วงนึงที่เกือบโดนดึงไปทำงานอยู่clubกลางคืนทั้งๆที่เธออายุไม่ถึง (แค่ 15) แต่โชคดีบักโฮดากะมาช่วยทัน นางเป็นจุดหลักของเรื่องไม่ใช่โฮดากะถึงแม้เรื่องจะเล่าจาก POV ของโฮดากะ เพราะเรื่องนี้จะเดินไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องฮินะ ฮินะหลักๆแล้วเป็นคนที่เสียสละความสุขของตัวเองเพื่อคนอื่น ยอมทำเพื่อน้อง เพื่อโฮดากะ ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ไหว เป็นเหตุที่ทำให้หนุ่มน้อยโฮดากะของเราตกหลุมรักเธอนั่นเองงง

“นี่นายหน่ะ หนีออกจากบ้านมาใช่มั้ย?” ฮินะรู้ทันโฮดากะเพราะสภาพพระเอกมันโทรมเหลือเกิน

ในส่วนของความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกก็เป็นอะไรที่น่ารักดี แอบฟินนิดๆ เหมือน poppy love รักแรกไรงี้้ ใสๆกันทั้งคู่ เป็นช่วงที่ทั้งสองฝ่ายอยากรู้อยากเห็นเลยออกมาเป็นความรักที่ออกแนวเด็กๆกว่าในเรื่อง Your Name พอเอา element นั้นมาบวกกับนิสัยที่ไม่เหมือนกันของทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งเข้ากันได้ขึ้นไปอีก โฮดากะที่เป็นคนเงียบๆไม่ค่อยกล้า (กับฮินะ) แต่ก็คอยส่งกำลังใจช่วยเสมอ ส่วนฮินะที่เป็นคนร่าเริง คอยแหย่โฮดากะบ่อยๆ (เอาจริงๆก็อ่อยพระเอกเยอะ แต่โฮดากะมันเขินไม่กล้าเล่นกลับ ก็น่ารักดี) ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นสองตัวละครที่ไม่ได้โดยบังคับให้รักกัน มันมี dynamic กัน ไม่ใช่รักกันเพราะเนื้อเรื่องต้องการเฉยๆ (ถึงเราว่ามันจะชอบกันเร็วก้เหอะ แต่ในเรื่องมันทำ montage คือมันอยู่ด้วยกันแบบ 2-3 เดือนแล้ว) ฉากที่ซึ้งๆระหว่างสองคนนี้มีหลายฉากเหมือนกัน แต่ที่ประทับใจที่สุดน่าจะมี 2 อย่างคืออันแรกเป็นตอนที่ฮินะบอกกับโฮดากะว่า “ยิ้มเถอะนะ เดี๋ยวอีกแป๊ปเดียวฟ้าก็จะใสแล้ว” ซึ่ง context คือยิ่งฮินะใช้พลังไล่ฝนมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งหายไป (ตายอะแหละ) เร็วมากขึ้นเท่านั้น ส่วนโฮดากะก็อยากหยุดฮินะใจจะขาดแต่ก็ห้ามโชคชะตาไม่ได้ สุดท้ายแล้วฮินะก็หายไปจริงๆ จนบักโฮดากะต้องไปตามดึงลงมาถึงบนเมฆ (สรุปนางไม่ได้ตายจริง แค่หายไปหมดสติแบบสวยๆบนท้องฟ้า ซึ่งมันทำให้ impact เรื่องนี้ลดลงไปเยอะมาก) ฉากนี้แสดงให้เห็นชัดๆเลยถึง core ของคาแรกเตอร์ของพระกับนาง ฮินะยอมเสียสละตัวเองเพื่อที่จะให้ฝนหยุดตก น้ำจะได้ไม่ท่วมโตเกียว เพราะนางเป็นคนที่มองโลกด้วยเหตุและผล (realist) ชีวิตนางคนเดียวสามารถทำให้คนทั้งโตเกียวกลับมาสู่ปกติได้ แต่ในส่วนของโฮดากะผู้เป็น dreamer จินตนาการและอุดมคติสำคัญกว่าความเป็นจริง ไม่อยากให้คนที่ตัวเองรักหายไป ถึงขั้นเสนอว่าจะหนีไปเรื่อยๆกับฮินะ โดยไม่สนว่าคนอื่นจะเป็นยังไง พอฮินะหายไปจริงๆก็ยังยอมรับไม่ได้…..ส่วนเรื่องซึ้งอีกอันคือการที่โฮดากะ monologue ไว้ครึ่งเรื่องว่า “แค่ท้องฟ้าสดใส ก็ทำให้คนเราอารมณ์ดีขึ้นได้” หมายถึงการที่เขาเชื่อในความสำคัญของสภาพอากาศที่มีต่ออารมณ์ของคน พอฝนตกเราก็รู้สึกไม่อยากทำอะไร แต่พอฟ้าใสเราก็กระตือรือร้นขึ้นมา แต่พอตอนที่ขึ้นไปช่วยฮินะบนท้องฟ้ากลับพูดว่า “ใครจะไปสนว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงทะลุเมฆมาได้มั้ย ชั้นรักเธอมากกว่าท้องฟ้าสดใสอีก” คือมันพลิกคาแรกเตอร์ของโฮดากะไปเลย ที่ยอมเอาท้องฟ้าที่ฝนตกตลอดเวลา ไม่สดใสอีกต่อไป เพื่อช่วยชีวิตของฮินะ (แต่เอาจริงๆก็เห็นแก่ตัว เดี๋ยวอธิบายข้างล่างเนี่ยแหละ)

“อย่าตัดบทกันแบบนี้เลยนะ โฮดากะ”

ใน climax ของเรื่องถ้ามองเป็นเรื่องความรักของคนสองคนจะเป็นอะไรที่ซึ้งมาก การที่โฮดากะยอมทิ้งทุกอย่าง ยอมกลายเป็นคนที่ทำผิดกฎหมาย เพียงเพราะว่าเชื่อว่าตัวเองจะสามารถช่วยฮินะได้ (ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะช่วยได้จริงๆด้วยนะ) มันเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก ซึ่งฮินะก็คงรักโฮดากะเพราะเหตุผลนี้ แต่พอลองมองออกมาเป็น scope กว้างๆแล้วคือโฮดากะเป็นคนที่ไม่แคร์เรื่องอะไรเลยนอกจากฮินะ ถึงแม้การช่วยฮินะจะต้องแลกมาด้วยการที่โตเกียวจมหายไปครึ่งเมืองก็ตาม ในบทสรุปโฮดากะก็รู้สึกผิดที่ทำให้เมืองจมลงไป โดยมีคนรอบข้างคอยปลอบว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา ส่งผลให้โฮดากะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปมันถูกแล้ว (เมืองจมไปครึ่งเมือง คนตายไม่รู้กี่คน คนไม่มีบ้านอยู่อีกกี่คนวะห้ะ โฮดากะ) ทำให้เรามองว่าที่จริงมันจบได้สวยกว่านี้55555555 ถ้ามันจะจบแบบเสียสละมันก็ควรเสียสละชีวิคคน 2 คน เพื่อช่วยเมืองจะได้ซึ้งๆ ไม่ใช่เสียสละครึ่งเมืองเพื่อช่วยคน 2 คน 555555555

รีวิวกะบ่นเยอะละ ให้คะแนนขอแบ่งเป็นอย่างงี้

เพลง 9/10 – เพลงที่จะให้ hype ก็ hype จะให้ซึ้งก็ซึ้ง คือมันทำงานของมันได้ effective ดีอ่ะ

ภาพ 8.5/10 – ให้น้อยกว่าเพลงเพราะแอบคิดว่า your name ภาพสวยกว่า อาจจะเป็นเพราะ weathering มีโทนสีน้อยมาก (ฟ้าฝนตก กะ ฟ้าใส) เลยเบื่อๆอ่ะ แต่ detail ดีนะ

เรื่อง 7/10 – เดินเรื่องเนิบๆนิดนึง ช้าๆหน่อย ช้ากว่า your name อ่ะ แต่ก็โอเค มีอะไรดี chemistry พระเอกนางเอกก็น่ารัก

Final Verdict 8/10 ละกัน

รวมๆแล้วก็ถือเป็นหนังที่ดูแล้วซึ้งดี ประทับใจ คุ้มเงินแหละ แค่ภาพกับเพลงก็คุ้มแล้ว เรื่องอาจจะมึนๆกาวๆไปนิด (โดยเฉพาะมึงเลยโฮดากะ เอ๋อทั้งเรื่อง) แต่พอเอาทุกอย่างมารวมกันก็อย่างที่บอก มันดี555555555

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น